ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 1013/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยให้โจทก์ออกจากงานเพราะโจทก์มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์อันเป็นการขาดคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9(2) ซึ่ง โจทก์รู้ล่วงหน้าถึงข้อกำหนดคุณสมบัตินี้ จำเลยจึงไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยแก้ไขข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จ โดยโจทก์ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจด้วย เป็นการตัดสิทธิโจทก์และจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้จำเลยจ่ายบำเหน็จที่ค้างจ่ายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำเหน็จไม่ใช่เป็นการจ่ายเงินตามที่กฎหมายแรงงานบังคับ ไม่ใช่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โจทก์ได้รับเงินบำเหน็จไปครบถ้วนแล้วและโจทก์พ้นจากตำแหน่งหน้าที่เพราะเกษียณอายุ ไม่ใช่กรณีที่นายจ้างจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โรงพิมพ์ตำรวจเป็นธุรกิจประเภทหนึ่งที่กรมตำรวจเป็นเจ้าของ กิจการของโรงพิมพ์ตำรวจเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงกำไรในทางเศรษฐกิจและอยู่ในบังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อบังคับโรงพิมพ์ตำรวจว่าด้วยกองทุนบำเหน็จ พ.ศ. 2529 นั้น เมื่อทางโรงพิมพ์ตำรวจออกข้อบังคับมา โจทก์ทั้งสามไม่ได้คัดค้านเอาไว้ทั้งที่มีสิทธิที่จะคัดค้านได้อยู่แล้ว กลับปล่อยนิ่งเฉยเป็นเวลาถึงสองปี ถือว่าเป็นการยินยอมโดยปริยายแล้ว ข้อบังคับดังกล่าวเมื่อโจทก์ทั้งสามยินยอมแล้วก็มีผลใช้บังคับกับโจทก์ทั้งสามได้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จให้โจทก์ทั้งสามครบถ้วนแล้ว โจทก์ทั้งสามออกจากงานเพราะเหตุมีอายุ 60 ปี ตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ในประการต่อมาว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าจึงต้องจ่ายเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น เห็นว่า เหตุที่จำเลยให้โจทก์ทั้งสามออกจากงานก็เพราะโจทก์ทั้งสามมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์เป็นการขาดคุณสมบัติที่จะทำงานกับโรงพิมพ์ตำรวจต่อไปตามที่พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาตรา 9(2) กำหนดไว้ ซึ่งโจทก์ทั้งสามรู้อยู่ล่วงหน้าถึงข้อกำหนดคุณสมบัตินี้แล้ว จึงมิใช่กรณีที่จะต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง อำภา อินทรลักษณ์ กับพวก
จำเลย - กรมตำรวจ กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 582
พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 — ม. 9 (2)
องค์คณะ
อุดม เฟื่องฟุ้ง
เคียง บุญเพิ่ม
ปรีชา ธนานันท์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา