ฎีกา ปี พ.ศ. 2529 อาญา
ฎีกาที่ 1017/2529
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ส่งจำเลยไปควบคุมไว้ยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนด1ปีแม้ศาลอุทธรณ์จะปรับบทลงโทษตามป.อ.มาตรา288เพิ่มอีกบทหนึ่งก็เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน1ปีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อ.มาตรา219จำเลยฎีกาว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาต่างกับฟ้องก็ดีจำเลยมิได้เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กับฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหายก็ดีเป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ กรณีวิวาทต่อสู้กันซึ่งกระทำต่อเนื่องกันไปและจำเลยร่วมกันกับพวกใช้อาวุธฝ่ายเดียวทำร้ายอีกฝ่ายจนได้รับบาดเจ็บและตายการกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงร่วมกับพวกทำร้ายอีกฝ่ายตามป.อ.มาตรา295บทเดียวย่อมไม่ถูกต้องเมื่อคดีมีการอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะหยิบยกบทมาตราที่ถูกต้องขึ้นปรับคดีได้หากมิใช่เป็นการเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้น เมื่อมีการตายและบาดเจ็บเกิดขึ้นในขณะวิวาทต่อสู้กันย่อมถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาเพียงทำร้ายฝ่ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตามป.อ.มาตรา290ประกอบด้วยมาตรา83อีกบทหนึ่งต่างหากจากมาตรา295เท่านั้นและต้องลงโทษจำเลยตามบทนี้ที่มีโทษหนักที่สุดแต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้นจำเลยจึงควรรับโทษเพียงไม่เกินกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในป.อ.มาตรา295ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนด.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกรวม 20 คน ร่วมกันใช้มีดปลายแหลมแทงนายรัชพงษ์ ชื่อมาก ตายโดยเจตนาห่า และร่วมกันใช้มีดปลายแหลมแทนนายสุเทพ ฉัตรเพชรพิทักษ์ ใช้กำลังทำร้ายนายอุดร สรสุรินทร์ กับนายทองสา ศรีบุญเรือง ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 295, 83จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ประกอบด้วยมาตรา 83 และมาตรา 74(5) ให้ส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันพิพากษาข้อหาอื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่านายรัชพงษ์ ส่วนนายสุเพท นายอุดร นายทองสาถูกแทงและตีได้รับบาดเจ็บ ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนัก พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 83 นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ส่งจำเลยไปควบคุมตัวไว้ยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กกลางแม้ศาลอุทธรณ์จะปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เพิ่มอีกบทหนึ่ง ก็เป็นการลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 1 ปี จึงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากสำนวนว่า จำเลยและผู้ตายกับผู้เสียหายต่างมีพวกฝ่ายละหลายคน จำเลยกับพวกฝ่ายยเดียวมีมีดปลายแหลมเป็นอาวุธขณะที่เข้าชุลมุนต่อสู้กัน เป็นเหตุให้อีกฝ่ายถึงแก่ความตาย1 คน และได้รับอันตรายแก่กาย 3 คน เนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายจำเลย รายละเอียดของบาดแผลปรากฏตามรายงานการตรวจศพและผลการตรวจชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องเอกสารหมาย จ.30 จ.11 ถึง จ.13ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาต่างกับฟ้องก็ดี จำเลยมิได้เข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กับฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหายก็ดีเป็นฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ในชั้นนี้คงมีปัญหาว่า เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83ศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษหนักขึ้นมาปับแก่คดีได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีเป็นการวิวาทต่อสู้กัน ซึ่งกระทำต่อเนื่องกันไปและจำเลยร่วมกันกับพวกใช้อาวุธฝ่ายเดียวทำร้ายอีกฝ่ายจนได้รับบาดเจ็บและตาย การกระทำของจำเลยกับพวกจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดเพียงร่วมกับพวกทำร้ายอีกฝ่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 บทเดียวย่อมไม่ถูกต้องเมื่อคดีมีการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ชอบที่จะหยิบยกบทมาตราที่ถูกต้องขึ้นปรับคดีได้ หากมิใช่เป็นการเพิ่มโทษจำเลยให้หนักขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยร่วมกันกับพวกกระทำความผิดฐานฆ่าคนตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อีกบทหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อมีการตายและบาดเจ็บเกิดขั้นในขณะวิวาทต่อสู้กันดังกล่าวแล้วเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาเพียงทำร้ายฝ่ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ประกอบด้วยมาตรา 83 อีกบทหนึ่งเท่านั้น และต้องลงโทษจำเลยตามบทนี้ที่มีโทษหนักที่สุด แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักขึ้น จำเลยจึงควรต้องรับโทษเพียงไม่เกินกว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290, 295, 83 ให้ลงโทษตามมาตรา 290 ซึ่งเป็นบทหนักประกอบด้วยมาตรา 74(3) ให้มอบตัวจำเลยแก่บิดามารดาไปดูแลโดยวางข้อกำหนด ฯลฯ.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ
จำเลย - เด็กชาย บุญเลิศ หรือ เล่ ขำขจร - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 90, ม. 288, ม. 290, ม. 295
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 212, ม. 219 - องค์คณะ
- ประการ กาญจนศูนย์
อภินย์ ปุษปาคม
สมประสงค์ พานิชอัตรา
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา