ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 แพ่ง

ฎีกาที่ 1037/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์ได้ทำสัญญามัดจำซื้อขายที่ดินจำนวน 6 แปลง จากจำเลยในราคา 1,200,000 บาท โดยในวันดังกล่าวโจทก์ได้วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยจำนวน 350,000 บาท และจะจัดการโอนที่ดินต่อเจ้าพนักงานภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญา ดังนี้ เมื่อปรากฏว่าในขณะซื้อขายที่ดินพิพาทกันนั้นโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการซื้อขายโดยการโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองในหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ใบ ภ.บ.ท.5 โดยจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานและส่งมอบการครอบครองต่อกัน ดังนั้น ข้อความในสัญญามัดจำที่ว่า "คู่ความตกลงกันว่าจะได้ทำพิธีโอนกรรมสิทธิ์กันต่อเจ้าพนักงาน" จึงหมายถึงการโอนที่ดินพิพาทต่อกันโดยเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองในหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ใบ ภ.บ.ท.5 โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานและส่งมอบการครอบครองกันนั่นเอง ซึ่งจำเลยก็พร้อมที่จะโอนที่ดินพิพาทโดยวิธีดังกล่าวนี้แล้ว แต่โจทก์เป็นฝ่ายไม่ยอมรับโอน ฉะนั้นจำเลยจึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดสัญญา

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2533 จำเลยตกลงขายที่ดินที่ตนมีสิทธิครอบครองรวม 6 แปลง เนื้อที่ 300 ไร่แก่โจทก์ในราคา 1,200,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำไว้ 350,000 บาทต่อมาโจทก์ตรวจพบว่าที่ดินดังกล่าวมีเนื้อที่เพียง 190 ไร่ 1 งาน65 ตารางวา และจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ได้ตามข้อตกลง โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำ 350,000 บาท และชำระเบี้ยปรับ 1,200,000 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,550,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ตรวจสอบอาณาเขตและเนื้อที่แล้วจึงตกลงซื้อเหมาจากจำเลยทั้ง 6 แปลงซึ่งประมาณไว้ว่าเนื้อที่ 200-300 ไร่ เมื่อโจทก์ละเลยไม่ไปรับโอนการครอบครองในวันที่ 21 มกราคม 2534 ตามที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะริบเงินมัดจำขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินมัดจำ 350,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จคำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่21 กรกฎาคม 2533 โจทก์ได้ทำสัญญามัดจำซื้อขายที่ดินจำนวน6 แปลง จากจำเลยในราคา 1,200,000 บาท โดยในวันดังกล่าวโจทก์ได้วางเงินมัดจำให้แก่จำเลยจำนวน 350,000 บาท และจะจัดการโอนที่ดินต่อเจ้าพนักงานภายในกำหนด 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาตามสัญญามัดจำเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่าในขณะซื้อขายที่ดินพิพาทกันนั้นโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นการซื้อขายโดยการโอนเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองในหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ใบ ภ.บ.ท.5 โดยจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานและส่งมอบการครอบครองต่อกันดังที่ชาวบ้านปฏิบัติกันมา ดังนั้น ข้อความในสัญญามัดจำเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 2 ที่ว่า "คู่ความตกลงกันว่าจะได้ทำพิธีโอนกรรมสิทธิ์กันต่อเจ้าพนักงาน" จึงหมายถึงการโอนที่ดินพิพาทต่อกันโดยเปลี่ยนชื่อผู้ถือครองในหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ใบ ภ.ท.บ.5 โดยแจ้งต่อเจ้าพนักงานและส่งมอบการครอบครองกันนั่นเองซึ่งจำเลยก็พร้อมที่จะโอนที่ดินพิพาทโดยวิธีดังกล่าวนี้แล้วแต่โจทก์เป็นฝ่ายไม่ยอมรับโอน ฉะนั้นจำเลยจึงยังไม่นกเป็นผู้ผิดสัญญาพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย ยศ ฐา เดชะเมธากุล
จำเลย - นาง ปา ริชาตหรือปาริชาติ แซ่แต้
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 171, ม. 368, ม. 456
องค์คณะ
สุชาติ ถาวรวงษ์
สุทธิ นิชโรจน์
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา