ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 อาญา

ฎีกาที่ 1078/2535

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยซื้อทองจากโจทก์โดยวิธีผ่อนส่ง โดยโจทก์จะทำหลักฐานการผ่อนชำระเงินเป็น 2 ฉบับ โจทก์จำเลยเก็บไว้คนละฉบับ แต่โจทก์ให้จำเลยลงชื่อในสัญญารับเป็นตัวแทนไว้โดยจำเลยมิได้เป็นตัวแทนของโจทก์ การปฏิบัติระหว่างโจทก์จำเลยดังนี้ ไม่ใช่เรื่องตัวการตัวแทน แม้จำเลยยังไม่ได้ชำระเงินค่าทองให้โจทก์ ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก ให้จำคุก 4 เดือนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์เป็นเจ้าของร้านขายทอง ก่อนเกิดเหตุ จำเลยรับทองของโจทก์ไปจำหน่ายโดยรับจากนางอารมย์ ชัยเฉลิมศักดิ์ อีกต่อหนึ่งเมื่อขายทองได้แล้วจำเลยจะชำระเงินให้แก่นางอารมย์ นางอารมย์จะนำมาชำระให้โจทก์อีกต่อหนึ่ง ภายหลังจำเลยได้รับทองจากโจทก์ไปจำหน่ายโดยตรงแล้วไม่นำทองมาคืนหรือชำระเงินค่าทองให้โจทก์มีปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยรับทองจากโจทก์ไปจำหน่ายในฐานะตัวแทนโจทก์ หรือในฐานะผู้ซื้อไปขายเพื่อหวังกำไรเท่านั้นโจทก์มีพยานคือตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยตกลงเป็นตัวแทนจำหน่ายทองของโจทก์ โดยมีข้อตกลงกันว่าทองที่จำเลยรับไปแล้วจะขายได้หรือไม่ก็ตาม จำเลยจะต้องนำเงินที่ขายได้หรือทองที่รับไปมาส่งมอบคืนให้โจทก์ ภายใน 30 วัน จำเลยจะต้องขายในราคาที่โจทก์กำหนดไว้เท่านั้น จำเลยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 3ของราคาที่กำหนดไว้ ก่อนที่โจทก์กับจำเลยจะได้ทำสัญญารับเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า จำเลยเคยรับทองจากโจทก์ไปขาย แต่ได้กระทำสัญญาในรูปของการให้ยืมทรัพย์ นางอารมย์ซึ่งรับทองจากร้านโจทก์ไปขายเช่นเดียวกับจำเลยได้เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เดิมจำเลยรับทองจากพยานไปขาย ซึ่งเป็นทองที่พยานรับมาจากร้านของโจทก์อีกต่อหนึ่ง ต่อมาพยานเห็นว่าวิธีการดังกล่าวทำให้พยานต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับทองที่จำเลยรับไปจากพยาน พยานจึงพาจำเลยไปรับทองจากโจทก์โดยตรง ดังนี้ จะเห็นได้ว่าก่อนเกิดเหตุ จำเลยเคยรับทองไปจากโจทก์โดยไม่มีการทำสัญญารับเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่ได้ทำสัญญาในรูปการให้ยืมทรัพย์และการที่จำเลยรับทองจากนางอารมย์ไปขายก็ไม่มีการทำสัญญารับเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่อย่างใด และหลังจากจำเลยทำสัญญารับเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์ในคดีนี้แล้ว โจทก์เบิกความรับว่าจำเลยยังได้รับทองจากโจทก์ไปจำหน่ายอีกหลายครั้งแต่ไม่ปรากฏว่ามีหนังสือสัญญารับเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของโจทก์แต่อย่างใด คงมีเอกสารเฉพาะวันที่ 20 สิงหาคม 2531 เท่านั้นซึ่งนางอารมย์พยานโจทก์เบิกความรับว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับการทำการค้าทองระหว่างพยานกับจำเลย พยานเป็นผู้เขียนรายการต่าง ๆในเอกสาร แสดงว่าจำเลยได้รับทองจากนางอารมย์จริง ซึ่งเอกสารดังกล่าวได้ระบุวันที่รับของไว้ด้วย ปรากฏว่าหลังจากวันที่ 20สิงหาคม 2531 แล้วยังมีรายการที่จำเลยรับของไปอีก และมีข้อความว่ามีการชำระกันเป็นงวด ๆ ซึ่งตรงกับที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยได้ซื้อทองจากโจทก์โดยวิธีผ่อนส่ง โดยโจทก์จะทำหลักฐานการผ่อนชำระเงินเป็น 2 ฉบับ โจทก์เป็นผู้เก็บไว้ 1 ฉบับ จำเลยเก็บไว้ 1 ฉบับแต่โจทก์ให้จำเลยลงชื่อในสัญญารับเป็นตัวแทนไว้ โดยจำเลยมิได้เป็นตัวแทนของโจทก์ การปฏิบัติระหว่างโจทก์จำเลยดังนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องตัวการตัวแทน หากแม้จะฟังว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระเงินค่าทองให้โจทก์ก็เป็นเรื่องผิดสัญญาทางแพ่งเท่านั้น ทั้งโจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่าจำเลยได้เบียดบังทรัพย์ไว้โดยทุจริตแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง ยุ พิน แซ่เบ๊
จำเลย - นาง วรรณะ มี ลาภ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 352
องค์คณะ
อุไร คังคะเกตุ
ไมตรี กลั่นนุรักษ์
สมาน เวทวินิจ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา