ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 แพ่ง

ฎีกาที่ 1084/2533

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาท โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมคนหนึ่ง โจทก์ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอีกคนหนึ่งจึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย การที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทอยู่แล้ว โจทก์จะมีสิทธิจดทะเบียนนิติกรรมได้ก่อนหรือไม่ไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งอยู่โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านและที่ดินพิพาทนั้น.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดที่ 124141 และบ้านเลขที่ 62 ต่อมาโจทก์จำเลยได้หย่ากัน จำเลยยอมโอนที่ดินและบ้านดังกล่าวซึ่งเป็นสินสมรสเฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่เด็กชาย ท. บุตรของโจทก์จำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม จำเลยกับนาง น. ภริยาอีกคนหนึ่งของจำเลยได้อาศัยในที่ดินและบ้านดังกล่าวไม่ยอมออก ขอให้พิพากษาให้จำเลยกับบริวารย้ายออกจากบ้านดังกล่าว กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำเลยให้การว่า ที่ดินและบ้านเป็นของนาง น. จำเลยอาศัยอยู่โดยความยินยอมของนาง น. เจ้าของกรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์จำเลยเคยเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 176 ตารางวา เดิมมีชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาตามยอมให้โจทก์จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากันโดยจำเลยยอมโอนที่ดินเฉพาะส่วนของตนและบ้านพิพาทให้แก่เด็กชายทัติพงษ์พิจิตรพงศ์ชัย บุตรของโจทก์จำเลย ปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 379/2522 ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ ต่อมานางนิลนิดพิจิตรพงศ์ชัย หรือวิภัทราพันธ์ ภริยาอีกคนหนึ่งของจำเลยได้ฟ้องโจทก์จำเลยในคดีนี้เป็นจำเลยร่วมกันต่อศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าบ้านและที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนางนิลนิดกับจำเลย ขอให้ลงชื่อนางนิลนิดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยร่วมกันไปจดทะเบียนโอนใส่ชื่อนางนิลนิดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทเนื้อที่ 60 ตารางวา ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่7223/2523 คดีถึงที่สุดแล้วแต่ยังไม่มีการใส่ชื่อนางนิลนิดในโฉนดที่ดินพิพาท ปัญหาในชั้นนี้มีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีที่นางนิลนิดฟ้องโจทก์จำเลย ศาลได้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยไปจดทะเบียนโอนใส่ชื่อนางนิลนิดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดแล้ว นางนิลนิดจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทด้วย ปรากฏตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ก็รับว่า จำเลยอาศัยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทกับนางนิลนิด ซึ่งตรงกับทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางนิลนิดซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านและที่ดินพิพาท ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์อยู่ในฐานะที่จะขอจดทะเบียนนิติกรรมได้ก่อนนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในบ้านและที่ดินพิพาทอยู่แล้ว ในปัญหาเรื่องโจทก์มีสิทธิจดทะเบียนนิติกรรมได้ก่อนหรือไม่จึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของโจทก์ เพราะปรากฏว่า จำเลยอยู่ในบ้านและที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนางนิลนิดซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในบ้านและที่ดินพิพาทดังที่ได้วินิจฉัยแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง มา นา สิงหเนตร
จำเลย - นาย เรือ งชัย พิจิตรพงศ์ชัย
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1299, ม. 1358 วรรคแรก, ม. 1360
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 55
องค์คณะ
ชุม สุกแสงเปล่ง
เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
มนู วงศ์แสงจันทร์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา