ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง

ฎีกาที่ 1100/2539

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

บัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภท 1 ชนิด 6 กำหนดให้รายรับที่ได้จากการขายสมุด เอกสารหรือสิ่งตีพิมพ์ ผู้ขายทอดแรกต้องนำมาคำนวณเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1.5 ส่วนข้อยกเว้นตามมาตรา 79 ตรี(7)กำหนดให้รายรับจากการขายหนังสือพิมพ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวสารที่จำหน่ายแก่สาธารณชน ไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า หนังสือนิตยสารสาวสยามของโจทก์มีเนื้อหาที่เป็นนวนิยาย มากกว่าข่าวสารจึงมิใช่หนังสือพิมพ์ที่ส่วนใหญ่เป็นข่าวสาร ไม่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามมาตรา 79 ตรี(7) โจทก์ต้องนำรายรับจากการจำหน่ายหนังสือดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีการค้าประเภท 1 ชนิด 6 บัญชีคุมสินค้าของโจทก์มิได้ระบุว่ามีหนังสือคงเหลือ การที่จำเลยประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์เพิ่มโดยถือว่าโจทก์รับหนังสือที่เหลือจากการขายคืนมาเป็นจำนวนร้อยละ 20 และขายได้กิโลกรัมละ 1 บาท โดยอาศัยตัวเลขจากถ้อยคำของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ได้ให้ไว้ในชั้นไต่สวน จึงชอบด้วยกฎหมาย หลักฐานทะเบียนรถยนต์หาใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของรถยนต์ไม่ แม้ทะเบียนรถยนต์จะระบุว่าโจทก์เพิ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2525 แต่หาต้องฟังเป็นเด็ดขาดตามนั้นเสมอไปไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันพิพาทตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2520รายจ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์พิพาทนับแต่วันดังกล่าวจึงมิใช่รายจ่ายที่กำหนดขึ้นเอง ตามมาตรา 65 ตรี ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ ในข้อที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้สั่งในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ และไม่แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเมื่ออุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25 จึงไม่มีเหตุต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางแจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคำสั่งศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงไป

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า ภ.ค.8 สำหรับปีภาษี 2523-2525 และตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับปีภาษี 2523-2525 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 ให้โจทก์เสียภาษีการค้าเบี้ยปรับ เงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาล กับภาษีเงินได้นิติบุคคลพร้อมเงินเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 923,708.46 บาท นั้น เป็นการดำเนินการถูกต้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2523 เป็นเงิน 2,674.62 บาทให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานประเมินแบบ ภ.ค.8ที่ 1041/3/05699-05701 ลงวันที่ 31 มกราคม 2529 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ 38 ก./2536/1 ลงวันที่ 3กุมภาพันธ์ 2536 ให้เพิกถอนบางส่วนสำหรับหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1041/2/03238-03240 ลงวันที่ 31 มกราคม 2529 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 37 ก./2536/1 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่โจทก์วางไว้ ส่วนที่เหลือจากที่โจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2523 เป็นเงิน926,383.08 บาท ส่วนดอกเบี้ยที่โจทก์ขอมาไม่มีเหตุสมควรพิจารณาให้เพราะโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีนิติบุคคลได้โดยไม่ต้องชำระก่อนอยู่แล้วและไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องวางเกินกว่าจำนวนที่ต้องรับผิดตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า หนังสือนิตยสารสาวสยามของโจทก์ต้องเสียภาษีการค้าตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น คือ บัญชีอัตราภาษีการค้า ประเภท 1 ชนิด 6 หรือได้รับยกเว้นตามประมวลรัษฎากรมาตรา 79 ตรี(7) เห็นว่า บัญชีอัตราภาษีการค้าประเภท 1 ชนิด 6กำหนดให้รายรับที่ได้จากการขายสมุด เอกสาร หรือสิ่งตีพิมพ์ผู้ขายทอดแรกต้องนำมาคำนวณเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 1.5ส่วนข้อยกเว้นตามมาตรา 79 ตรี(7) กำหนดให้รายรับจากการขายหนังสือพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวสารที่จำหน่ายแก่สาธารณชนไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีการค้า ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามของโจทก์เป็นหนังสือพิมพ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ข่าวสารที่จำหน่ายแก่สาธารณชนหรือไม่ ได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามออกจำหน่ายเป็นรายปักษ์ เป็นหนังสือประเภทข่าวสารและบันเทิง โจทก์มีนายสุทธิพงศ์ คุปต์กานต์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ไปชี้แจงในชั้นตรวจสอบภาษีเป็นพยานเบิกความว่า หนังสือนิตยสารสาวสยามมีข่าวสารมากกว่าเรื่องเริงรมย์ได้รับยกเว้นภาษีการค้าพยานได้นำหนังสือดังกล่าว 12 เล่ม พร้อมใบอนุญาตไปให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ดูตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่20 ซึ่งหนังสือที่นำส่งเป็นหนังสือรุ่นใหม่เพราะรุ่นเก่าไม่มีได้ตรวจดูเอกสาร จ.1 แผ่นที่ 20 แล้ว เป็นหนังสือของกรรมการผู้จัดการบริษัทศรีเมืองการพิมพ์จำกัด ส่งข้อมูลของหนังสือนิตยสารสาวสยามให้แก่เจ้าพนักงานประเมินเป็นหนังสือฉบับที่ 238 ถึงฉบับที่ 249 รวม 12 ฉบับ โดยระบุว่าหนังสือทุกฉบับนั้นมีปริมาณข่าวสารระหว่าง 1,631.0 คอลัมน์นิ้ว ถึง 1,883.0 คอลัมน์นิ้วส่วนเรื่องเริงรมย์ มีระหว่าง 877.0 คอลัมน์นิ้วถึง 1,129.0คอลัมน์นิ้ว การคิดปริมาณข่าวสารกับปริมาณเรื่องเริงรมย์ เป็นคอลัมน์นิ้วมีวิธีคิดอย่างไรและอะไรที่คิดเป็นข่าวสารหรือเรื่องเริงรมย์ ไม่ปรากฎจากการนำสืบของโจทก์ ทั้งโจทก์ก็มิได้อ้างส่งตัวอย่างหนังสือนิตยสารสาวสยามมาเป็นพยานที่ศาลทางนำสืบของฝ่ายโจทก์จึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าในหนังสือดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นข่าวสารหรือไม่ อันจะทำให้เข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 79 ตรี(7)ข้างต้น ส่วนจำเลยมีนางสาวจิรวดี นิธิปรีชานนท์เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 6 ผู้ทำการตรวจสอบภาษีโจทก์เบิกความว่าผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ได้มอบหลักฐานและตัวอย่างหนังสือนิตยสารสาวสยามมาให้ พยานตรวจสอบแล้วทำรายงานการตรวจสอบเสนอสรรพากรเขตพื้นที่ 3 ปรากฎตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 81ถึง 113 ได้ตรวจดูเอกสารดังกล่าวแผ่นที่ 102 แล้ว ระบุว่าประเด็นการตรวจสอบรายรับจากการทำหนังสือสาวสยาม เป็นนิตยสารรายปักษ์ออกเดือนละ 2 ครั้ง สาระในหนังสือส่วนใหญ่เป็นนวนิยาย มากกว่า50 เปอร์เซ็นต์ จึงเข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทกการขายของชนิด 6 สิ่งตีพิมพ์ ต้องเสียภาษีการค้าในอัตรา 1.5เปอร์เซ็นต์ ของรายรับนอกจากนั้นจำเลยยังมีเอกสารเกี่ยวกับการประเมินของเจ้าพนักงานคนเดียวกันนี้ระบุรายละเอียดว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามมีทั้งหมด 92 หน้า แบ่งเป็นรายละเอียดคือนวนิยาย 51 หน้า คิดเป็น 55.43 เปอร์เซ็นต์แฟชั่น 13 หน้า คิดเป็น 14.14 เปอร์เซ็นต์ข่าวสาร 28 หน้า คิดเป็น 30.43 เปอร์เซ็นต์รวม 92 หน้า 100 เปอร์เซ็นต์ ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 110ที่โจทก์อ้างว่ารายละเอียดดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับตัวอย่างหนังสือที่ส่งให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นการอ้างลอย ๆ ทั้งโจทก์มิได้นำสืบอ้างส่งหนังสือนิตยสารสาวสยามดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงแม้จะไม่มีหนังสือดังกล่าวที่พิมพ์ออกจำหน่ายเมื่อปี 2523-2526 ก็อาจส่งหนังสือใหม่มาเป็นตัวอย่างได้ เพราะโจทก์เองรับว่าได้ให้บริษัทศรีเมืองการพิมพ์ จำกัด พิมพ์จำหน่ายต่อมา และได้ความจากพยานโจทก์คือ นายสุทธิพงศ์ คุปต์กานต์ กับนางสาวลลิตา คมอำนาจสกุลว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามนี้ปัจจุบัน (ปี 2537) ยังคงมีรูปเล่มและเนื้อหาเหมือนเดิม และจำหน่ายราคาเล่มละ 15 บาท โดยมีการปรับราคามาหลายครั้ง การที่โจทก์ไม่ส่งนิตยสารดังกล่าวมาเป็นพยานเอกสารจึงส่อพิรุธ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าเจ้าหน้าที่ทำรายละเอียดข้างต้นไม่ถูกต้องจึงไม่น่าเชื่อ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือนิตยสารสาวสยามของโจทก์มิใช่หนังสือพิมพ์ที่ส่วนใหญ่เป็นข่าวสาร แต่กลับมีเนื้อหาที่เป็นนวนิยาย มากกว่าข่าวสารจึงไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 79 ตรี(7) โจทก์ต้องนำรายรับจากการจำหน่ายหนังสือดังกล่าวมารวมคำนวณเสียภาษีการค้าตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภท 1 ชนิด 6 การประเมินภาษีการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้วที่ศาลชั้นต้นให้เพิกถอนการประเมินไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้นประเด็นข้อต่อไปมีว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มสำหรับปีภาษี พ.ศ. 2523-2525 ชอบหรือไม่ ปัญหาแรกได้แก่การประเมินรายได้จากการขายหนังสือเก่าที่โจทก์รับคืนมาว่ามีจำนวนเท่าใด จำเลยที่ 1 ประเมินโดยถือตัวเลขว่าโจทก์รับหนังสือที่เหลือจากการขายคืนมาเป็นจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ และนำมาขายได้กิโลกรัมละ 1 บาท เป็นเงินรายรับที่โจทก์มิได้นำมารวมคำนวณภาษีเป็นเงิน 8,255 บาท เห็นว่าในชั้นตรวจสอบครั้งแรกโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายอดุลย์ กรณธรรม ไปให้ถ้อยคำแก่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2527 เกี่ยวกับปัญหานี้ว่า เมื่อขายหนังสือนิตยสารสาวสยามไม่หมด โจทก์ก็จะรับคืนหนังสือที่รับคืนมาประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จะนำไปขายกิโลกรัมละ 1 บาทปรากฎตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 109 ครั้งที่สองโจทก์มอบอำนาจให้นายสุทธิพงศ์ คุปต์กานต์ ไปให้ถ้อยคำเมื่อวันที่11 กันยายน 2528 ว่า หนังสือนิตยสารสาวสยามที่เหลือจากการขายโจทก์จะรับคืน มีคืนมาต่ำสุด 20 เปอร์เซ็นต์ โจทก์นำมาชั่งขายกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 50 สตางค์ ทั้งข้อเท็จจริงปรากฎในชั้นไต่สวนว่าบัญชีคุมสินค้าของโจทก์มิได้ระบุว่ามีหนังสือคงเหลือแต่ประการใด ดังนั้นการที่จำเลยประเมินรายรับการขายหนังสือที่โจทก์รับคืนมาดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการประเมินโดยอาศัยตัวเลขจากถ้อยคำที่ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้ให้ไว้ในชั้นไต่สวน สำหรับโจทก์ก็มิได้นำสืบว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบตรงไหนอย่างไร จึงเห็นว่าการประเมินดังกล่าวชอบแล้วที่ศาลชั้นต้นให้แก้ไขการประเมินในส่วนนี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายมีว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน6ม-9623 กรุงเทพมหานคร ระหว่างปี 2523-2525 เป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองจึงต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรีหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ประเมินโดยอาศัยหลักฐานคือทะเบียนของรถยนต์คันดังกล่าว ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 117 ที่ระบุว่าโจทก์เพิ่งเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2525รายจ่ายที่มีมาก่อนหน้านั้นจึงถือเป็นรายจ่ายไม่ได้ เห็นว่า หลักฐานทะเบียนรถยนต์หาใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ของรถยนต์ไม่ ดังนั้นเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 117 อันเป็นทะเบียนรถยนต์คันหมายเลข6ม-9623 กรุงเทพมหานคร ระบุวันเดือนปีที่โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครอง จึงหาต้องฟังเป็นเด็ดขาดตามนั้นเสมอไปไม่ ทั้งโจทก์ก็ได้โต้แย้งในชั้นตรวจสอบว่ารายจ่ายเกี่ยวกับรถยนต์คันดังกล่าวโจทก์ได้จ่ายไปจริง ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 32 ในชั้นพิจารณาโจทก์ก็นำสืบว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2520 ตามทะเบียนรถฉบับเดิมที่รายการจดทะเบียนเต็มตามเอกสารหมาย จ.3 และได้ออกเป็นฉบับใหม่ตามเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 117 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ารายจ่ายเกี่ยวกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6ม-9623 กรุงเทพมหานครมิใช่รายจ่ายที่โจทก์กำหนดขึ้นเอง ไม่ต้องด้วยมาตรา 65 ตรี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการประเมินในส่วนนี้ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นสำหรับข้อที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินที่โจทก์ได้วางไว้จำนวน 923,708.46 บาท ด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์จะต้องชำระภาษีตามที่ถูกประเมินแก่จำเลยที่ 1 เป็นส่วนใหญ่ โดยจะต้องมีการคิดคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลใหม่ตามคำพิพากษานี้ และจำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิยึดเงินจำนวนดังกล่าวไว้ หากมีเหลือจากการหักชำระภาษีที่ประเมิน จึงต้องคืนส่วนที่เหลือนั้นแก่โจทก์อนึ่ง ข้อที่โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่วินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลปีภาษี 2523 จากการขายหนังสือเก่าไม่นำมาลงบัญชีรวมเป็นเงินภาษี 2,674.62 บาทศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า อุทธรณ์นั้นต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 25จึงไม่รับคืนค่าขึ้นศาลนั้น ศาลภาษีอากรกลางมิได้สั่งในวันที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์และยังไม่แจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ ศาลฎีกาได้ตรวจอุทธรณ์ของโจทก์แล้วเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 มาตรา 25 กรณีจึงไม่มีเหตุต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางแจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้โจทก์ทราบอีก เพราะไม่ทำให้ผลของคำสั่งศาลชั้นต้นเปลี่ยนแปลงไป"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามแบบ ภ.ค. 8 ที่ 1041/3/05699-05701ลงวันที่ 31 มกราคม 2529 คำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 38 ก./2536/1 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 การประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 1041/2/03238-03240 ลงวันที่ 31 มกราคม 2529 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 37 ก/2536/1 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2536 กรณีรายได้จากจำนวนหนังสือที่รับคืน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวนที่โจทก์วางไว้แก่โจทก์หลังจากหักเงินค่าภาษีอากรที่โจทก์จะต้องชำระแก่จำเลยที่ 1 แล้ว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัด สาว สยาม
จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 243, ม. 247
บัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายประมวลรัษฎากร ประเภทการค้า 1
ประมวลรัษฎากร — ม. 79 ตรี (7), ม. 65 ตรี
องค์คณะ
สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
สะสม สิริเจริญสุข
สมพล สัตยาอภิธาน

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา