ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา

ฎีกาที่ 1146/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยได้รับแต่งตั้งให้รักษาการตำแหน่งสมุห์บัญชีอำเภอ มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรส่งคลังจังหวัด เมื่อรับเงินค่าภาษีแล้วต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ชำระเงินบางราย จำเลยไม่ออกให้บางรายออกให้ไม่ตรงตามจำนวนเงินที่รับไว้แล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไป จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เบียดบังทรัพย์เป็นประโยชน์ตนโดยทุจริต มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 147 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดกรมสรรพากรกระทรวงการคลัง เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม2527 เวลากลางวัน จำเลยได้ประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี2526 แก่ผู้มายื่นเสียภาษีให้ผิดไปจากความจริงแล้วเรียกเก็บเงินค่าภาษีจากผู้ยื่นเสียภาษีจำนวน 16 รายเป็นเงิน 15,088 บาท และวันที่ 2 เมษายน 2527 เวลากลางวัน จำเลยประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2526 แก่ผู้มายื่นเสียภาษีให้ผิดไปจากความจริงแล้วเรียกเก็บเงินค่าภาษีจากผู้ยื่นเสียภาษีจำนวน 5 ราย เป็นเงิน5,010 บาท โดยจำเลยไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินและเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าว เป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 154, 157, 91 ที่แก้ไขแล้ว และคืนหรือใช้เงิน 20,098 บาท แก่สำนักงานสรรพากรกิ่งอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ดจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 การกระทำเป็นหลายกรรมแต่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2527 เป็นกรรมเดียวให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยกระทำความผิดในวันที่2 เมษายน 2527 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 เมื่อจำเลยมีความผิดตามมาตรา 147 แล้ว จึงไม่ปรับโทษจำเลยตามมาตรา 157ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ให้จำคุก 5 ปี รวมเป็นลงโทษจำคุก 10 ปี ให้จำเลยคืนเงิน 4,000.76 บาทแก่ผู้เสียหายและคืนเงิน 16,088.24 บาทแก่สำนักงานสรรพากรกิ่งอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ดจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องคืนเงิน4,000.76 บาทให้แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ เห็นว่าผู้เสียหายต่างเบิกความยืนยันว่า ได้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระเงินค่าภาษีด้วยตนเองไว้กับจำเลย คงมีแต่นายพงษ์สุวรรณ ขุมหิรัญยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระเงินค่าภาษีกับนายสมศักดิ์ แล้วนายสมศักดิ์นำไปส่งมอบให้จำเลย ส่วนนายอำนวย เช่งตระกูลไม่ได้ไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีด้วยตนเอง โดยให้นายเมียนพินเป็นผู้ดำเนินการแทน แต่พยานเคยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การผู้ร้องทุกข์เอกสารหมาย ปจ.1 ตรวจดูเอกสารดังกล่าวแล้ว นายอำนวยให้การว่านายเมียนพินยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีแทนนายอำนวย เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2527 โดยหักเงินเดือนของนายอำนวย ชำระเงินค่าภาษีให้กับเจ้าหน้าที่สรรพากรกิ่งอำเภอโพนทรายไปแล้ว 650 บาท เจ้าหน้าที่จะออกใบเสร็จรับเงินให้ภายหลัง แต่พยานก็ไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน ส่วนนายแพง ถาวะโรนายประหยัด โคตรท่าน ผู้เสียหาย 2 คนนี้ไม่ได้ตัวมาเบิกความเนื่องจากตายไปแล้ว แต่โจทก์ส่งคำให้การชั้นสอบสวนของบุคคลทั้งสองตามเอกสารหมาย จ.23 และ จ.24 ซึ่งบุคคลทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระเงินค่าภาษีให้แก่จำเลยโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินเช่นเดียวกับผู้เสียหายอื่น ๆ นอกจากนี้โจทก์มีนายชลอ ชาญเชี่ยว สรรพากรจังหวัดร้อยเอ็ด และนายสมทรง ณ นคร สมุห์บัญชีกิ่งอำเภอโพนทรายเป็นพยานโดยนายชลอยืนยันว่า เมื่อปี 2527 ได้ตรวจสอบผู้มีเงินได้ ปี 2526 ว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ปรากฏว่าผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นข้าราชการครูและตำรวจกิ่งอำเภอโพนทรายไม่ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี 37 รายรวมทั้งผู้เสียหายคดีนี้ จึงได้ออกหนังสือเตือนนายไพรัตน์ผู้เสียหายกับพวกให้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีต่อจำเลยนายสมทรงยืนยันว่ารับมอบงานต่อจากจำเลย ตรวจต้นขั้วใบเสร็จรับเงินปรากฏว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงินให้นายพงษ์สุวรรณ นายบุญทัน นายถาวรนายสุนันท์ ผู้เสียหายไว้ตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.13 ซึ่งลายมือชื่อผู้รับเงินในเอกสารดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับลายมือชื่อผู้รับเงินในแบบแสดงรายการเสียภาษีเอกสารหมาย ล.8 ที่จำเลยรับว่าเป็นลายมือชื่อของจำเลยออกให้แก่นายถาวร จึงฟังว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.13 ถ้าหากจำเลยไม่ได้รับชำระเงินค่าภาษีจากนายพงษ์สุวรรณ นายบุญทัน นายถาวรนายสุนันท์ ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องออกใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.13 ดังนั้น เมื่อพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายนายชลอ นายสมทรง โดยตระหนักแล้ว ฟังได้ว่าผู้เสียหายทั้งหมดยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.ง.ด.91) และชำระเงินค่าภาษีไว้กับจำเลยตามที่โจทก์นำสืบจริง และเมื่อจำเลยรับชำระเงินค่าภาษีนั้นไว้แล้วจำเลยไม่ได้นำเงินค่าภาษีที่จำเลยรับไว้ทั้งหมดส่งคลังจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นรายได้ของรัฐตามหน้าที่และไม่ลงบัญชีไว้ให้ถูกต้องจนกระทั่งเมื่อนายชลอสรรพากรจังหวัดร้อยเอ็ดตรวจสอบการเสียภาษีของผู้เสียภาษีดังกล่าวโดยเข้าใจว่าบุคคลเหล่านั้นยังไม่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีประจำปี 2526 และได้ออกหนังสือเตือนให้มายื่นแบบแสดงรายการภาษีจึงทราบว่าผู้เสียภาษีดังกล่าวได้ชำระเงินค่าภาษีไว้กับจำเลยแล้ว แต่จำเลยส่งเงินที่รับไว้เป็นรายได้ของรัฐเพียง 1,565 บาท ยังขาดส่งเงินที่จะต้องส่งอยู่16,088.24 บาท และเงินจำนวนที่ขาดส่งนี้ตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าจำเลยได้เบียดบังไปเป็นประโยชน์ของตนโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย...ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่มีอำนาจและหน้าที่ประเมินภาษีเงินได้ให้แก่ผู้เสียภาษี การรับเงินค่าภาษีจะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้เสียภาษีทันที เมื่อได้รับเงินแล้วไม่ออกใบเสร็จรับเงินให้เป็นการทำนอกหน้าที่ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า จำเลยได้รับแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งสมุห์บัญชีอำเภอกิ่งอำเภอโพนทราย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากร อันได้แก่การประเมินภาษี รับชำระภาษีเก็บรักษาเงินค่าภาษีและนำส่งคลังจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เมื่อผู้เสียภาษีชำระเงินค่าภาษีแล้ว จำเลยจะต้องออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้เสียภาษี หากจำเลยไม่ออกใบเสร็จรับเงินให้ก็ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มิใช่เป็นการทำนอกหน้าที่ดังที่จำเลยเข้าใจ และการที่จำเลยรับเงินจากผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีอากรเป็นการกระทำที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของจำเลย เมื่อจำเลยรับเงินค่าภาษีจากผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีแล้วไม่ออกใบเสร็จรับเงินบ้างออกใบเสร็จรับเงินไม่ตรงตามจำนวนที่รับเงินไว้บ้าง เงินจำนวนดังกล่าวส่วนที่ผู้ต้องเสียภาษีชำระตามที่กฎหมายกำหนดย่อมตกเป็นรายได้ของรัฐแล้ว แม้จำเลยจะไม่ออกใบเสร็จรับเงินให้ การที่จำเลยเบียดบังเอาเงินส่วนนี้ที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือรักษาไป การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้...แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษจำเลยตามศาลชั้นต้นนั้นยังไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา147, 157 จำเลยกระทำความผิดรวม 2 กระทง การกระทำของจำเลยแต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ร้อยเอ็ด
จำเลย - นาย สมาน ศ รี ลับ ซ้าย
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 90, ม. 147, ม. 157
องค์คณะ
สวรรค์ ศักดารักษ์
สมชัย ศิริบุตร
สันติ ทักราล

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา