ฎีกา ปี พ.ศ. 2544 อาญา

ฎีกาที่ 115/2544

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ แม้ข้อเท็จจริงในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอก แต่การกระทำผิดฐานลักทรัพย์และยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ไปเช่นเดียวกัน จึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียด มิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ และมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณา ได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เมื่อจำเลย ให้การปฏิเสธและนำสืบว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยฐานยักยอกได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันลักทรัพย์ตัดเอาอ้อยจำนวน25 ไร่ ราคา 150,000 บาท ของนางวราภรณ์ อภิชนางกูร ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 150,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณานางวราภรณ์ อภิชนางกูร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาลักทรัพย์ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อ 2(ก) ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่ทางพิจารณาไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ครอบครองทรัพย์โดยโจทก์ร่วมยอมให้จำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมา ความผิดฐานลักทรัพย์จึงเกิดขึ้นไม่ได้ และแตกต่างกับความผิดฐานยักยอกในข้อสาระสำคัญและจำเลยหลงต่อสู้ข้อเท็จจริงในคำฟ้องและทางพิจารณาจึงแตกต่างกันและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดั่งที่กล่าวในฟ้อง ให้ศาลยกฟ้องคดีนั้น เว้นแต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญและทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความนั้นก็ได้ในกรณีที่ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงรายละเอียด เช่นเกี่ยวกับเวลาหรือสถานที่กระทำความผิด หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดฐานลักทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอก รับของโจรและทำให้เสียทรัพย์ หรือต่างกันระหว่างการกระทำผิดโดยเจตนากับประมาท มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ เว้นแต่จะปรากฏแก่ศาลว่าการที่ฟ้องผิดไปเป็นเหตุให้จำเลยหลงต่อสู้" ดังนี้ เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักทรัพย์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วม แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกก็ตาม แต่การกระทำผิดฐานลักทรัพย์และการกระทำผิดฐานยักยอกต่างเป็นการได้ทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเช่นเดียวกันจึงถือไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญทั้งข้อแตกต่างดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้น บัญญัติบังคับไว้ว่าเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษและคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ และนำสืบว่าจำเลยครอบครองทรัพย์ของโจทก์ร่วมแต่ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งแสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางพิจารณา คือ ความผิดฐานยักยอกได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อ 2(ง) ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาลักทรัพย์ แต่ในทางพิจารณากลับได้ความว่า โจทก์ร่วมร้องขอให้จำเลยชำระเงินค่าหุ้นส่วนจากการทำไร่อ้อย จึงแตกต่างจากคำฟ้องและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเพราะจำเลยหลงต่อสู้นั้น เห็นว่า แม้ในทางพิจารณาจะได้ความตามที่จำเลยอ้างในฎีกาดังกล่าว แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียด ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ดังกล่าวมาข้างต้นบัญญัติบังคับไว้ว่าข้อแตกต่างในรายละเอียดมิให้ถือว่าแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งมิให้ถือว่าข้อที่พิจารณาได้ความนั้นเป็นเรื่องเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษประกอบกับได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่า คดีนี้จำเลยมิได้หลงต่อสู้จึงไม่เป็นเหตุที่ให้ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นาง วราภรณ์ อภิชนางกูร
จำเลย - นาย วิเชียรหรือป๊อก พรมแตง
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 192
องค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ณรงค์ศักดิ์ วิจิตสาระวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา