ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 แพ่ง
ฎีกาที่ 1236/2538
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยที่ 2 ตกลงเรื่องถมดินกับโจทก์ประมาณเดือนมีนาคม 2531 แต่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2531 ดังนั้นในขณะที่จำเลยที่ 2 ไปเจรจาซื้อที่ดินจากโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงทำในฐานส่วนตัวเพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่มีตัวตน แต่เหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเพราะจำเลยที่ 2 รับราชการอยู่ จึงให้ส.เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ และในทางปฏิบัติจำเลยที่ 2เป็นผู้บริหารงานและดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 และหลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วจำเลยที่ 2 ได้ซื้อดินจากโจทก์ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะหุ้นส่วนจำพวกจำพวกจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1 ฎีกาจำเลยทั้งสองในส่วนนี้เกี่ยวกับคำขอตามฟ้องแย้งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งมีทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นหนส่วนคนหนึ่งของห้างฯ ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน 2531 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 1 และในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันซื้อดินจากบ่อดินของโจทก์นำไปถมที่ดินเพื่อใช้ในการก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร ในซอยอ่อนนุชแขวงสวนหลวง เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โจทก์มีหน้าที่ใช้เครื่องมือกลตักดินใส่รถบรรทุกสิบล้อ บรรทุกไปถมในสถานที่ตามที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กำหนดและจำเลยทั้งสองจะเป็นผู้จ่ายค่าจ้างรถบรรทุก โดยคิดค่าดินกัน 400 บาท ต่อ 1 เที่ยวบรรทุกของรถบรรทุกสิบล้อ และจะชำระค่าดินให้แก่โจทก์ภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ได้ส่งมอบดิน โจทก์ขายดินให้จำเลยทั้งสองประมาณ 3,500เที่ยว แต่จำเลยทั้งสองชำระเงินให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนคงค้างอยู่จำนวน 1,523 เที่ยว เป็นเงินจำนวน 609,200 บาท ซึ่งจำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่โจทก์ภายใน วันที่ 31 กรกฎาคม 2531 แต่จำเลยทั้งสองผิดนัด ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 609,200 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1สิงหาคม 2531 จนถึงวันชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว เพราะกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤศจิกายน 2531 จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างโจทก์ให้ถมดินที่หมู่บ้านพรไพลิน เขตพระโขนง เนื้อที่ 20 ไร่เศษตกลงคิดค่าถมดินเป็นไร่ ไร่ละ 180,000 บาท โดยโจทก์เป็นฝ่ายจัดหารถบรรทุกและเครื่องมือกลตัดดักดิน จำเลยที่ 2 ตกลงออกเงินค่ารถบรรทุกไปก่อนแล้วจึงมาคิดหักกับเงินค่าถมดินของโจทก์ในภายหลังโจทก์ถมดินแล้ว 10 ไร่ คิดเป็นเงิน 1,800,000 บาท แต่ระหว่างว่าจ้างโจทก์ได้เบิกเงินจากจำเลยจำเลย 360,000 บาท และจำเลยได้ทดรองจ่ายเงินค่ารถบรรทุก 3,181 เที่ยว เป็นเงิน 1,495,070 บาทรวมเป็นเงิน 1,855,070 บาท เมื่อหักค่าถมดิน 1,800,000 บาท แล้วโจทก์ต้องคืนเงินให้จำเลย 55,070 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 55,070 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนถึงวันชำระเสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ยืนยันตามคำฟ้องเดิม ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน609,200 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์รับเหมาถมดินไม่ใช่เป็นเรื่องจำเลยทั้งสองซื้อดินจากโจทก์นั้นศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองซื้อดินของโจทก์ หาใช่จำเลยทั้งสองว่าจ้างเหมาให้โจทก์ถมดินไม่ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 2ตกลงเรื่องถมดินกับโจทก์ประมาณเดือนมีนาคม 2531 แต่จำเลยที่ 1จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2531 ปรากฎตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.7 ดังนั้นในขณะที่จำเลยที่ 2 ไปเจรจาซื้อดินจากโจทก์จำเลยที่ 2 จึงกระทำในฐานะส่วนตัว เพราะขณะนั้นจำเลยที่ 1 ยังไม่มีตัวตน ทั้งยังได้ความจากพันตำรวจเอกวราสิทธิ์สุมน หุ้นส่วนคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าเหตุที่พยานและจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เพราะต่างก็รับราชการจึงให้นางสาวสุจิตรา สิทธิโชค เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแต่ในทางปฏิบัติและพยานกับจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารงานและดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าหลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วจำเลยที่ 2 ได้ซื้อดินจากโจทก์ทั้งในฐานะส่วนตัวและในฐานะหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมกับจำเลยที่ 1ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินตามฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองจำนวน 55,070 บาท นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา ดังนั้นฎีกาจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอตามฟ้องแย้ง จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งมีทุนทรัพย์ ในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืนในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องโจทก์ ยกฎีกาจำเลยทั้งสองในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งแก่จำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย วิบูลย์ สำเร็จวาณิชย์
จำเลย - ห้าง หุ้นส่วนจำกัดบี แอนด์ ดับบลิว ก่อสร้าง กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 456, ม. 1088
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 177 วรรคสอง, ม. 248 วรรคหนึ่ง - องค์คณะ
- ชูชาติ ศรีแสง
นาม ยิ้มแย้ม
วินัย วิมลเศรษฐ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา