ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง
ฎีกาที่ 1249/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
คดีก่อนถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยในคดีนั้นมีสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาท โดยไม่ได้วินิจฉัยหรือพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดแยกจากกัน แต่คดีนี้โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดแยกจากกัน คดีก่อนกับคดีนี้จึงมีประเด็นแห่งคดีและคำขอบังคับแตกต่างกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน จำเลยที่ 3 ที่ 4 ฎีกาว่าพยานหลักฐานของตนฟังได้ว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์โจทก์ทั้งสองจึงขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1456 เนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน20 ตารางวา เป็นมรดกของโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสี่ โจทก์ทั้งสองประสงค์จะจดทะเบียนแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ทั้งสองเป็นส่วนสัดแต่จำเลยทั้งสี่ไม่ยอม โดยไม่มีเหตุขัดข้องสมควรขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่นำโฉนดที่ดินเลขที่ 1456 ไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินให้รังวัดแบ่งแยกเป็นของโจทก์ทั้งสองคนละ4 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ ให้นำที่ดินแปลงดังกล่าวออกขายทอดตลาด เอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนกรรมสิทธิ์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามฟ้องเพราะหลังจากนางซอยเจ้ามรดกถึงแก่กรรมจำเลยที่ 1ที่ 2 และนางผิว อิ้งเพ็ชร มารดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้ว ทั้งนี้ โดยแยกการครอบครองเป็นส่วนสัด ส่วนของจำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ 10 ไร่เศษจำเลยที่ 2 มีเนื้อที่ 5 ไร่เศษ และส่วนของนางผิวเนื้อที่13 ไร่เศษ ต่อมานางผิวถึงแก่กรรม จำเลยที่ 3 ที่ 4 ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินส่วนของนางผิวตลอดมาจนถึงปัจจุบันโจทก์ทั้งสองไม่ได้ร่วมครอบครองด้วย โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิรับมรดกที่ดินแปลงดังกล่าว ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1456 เฉพาะส่วนที่อยู่นอกการครอบครองของจำเลยที่ 1ให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยให้โจทก์ทั้งสองได้คนละหนึ่งในสี่ส่วนหากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่ หากไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดเอาเงินที่ขายได้แบ่งกันตามส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 18 คดีจึงฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 192/2523 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1456เป็นทรัพย์มรดกของนางซอย ตกทอดแก่ทายาท ทายาทชั้นบุตรของนางซอย คือ นางผิว มารดาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในคดีนี้นายกาย อิ้งเพ็ชร บิดาของโจทก์ที่ 2 ในคดีนี้ นายกลม อิ้งเพ็ชรโจทก์ที่ 1 ในคดีนี้ และนางมา ไฝเพ็ชร เคยร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องบุตรอีกคนหนึ่งของนางซอย คือนายแกม อิ้งเพ็ชร จำเลยที่ 1ในคดีนี้เป็นจำเลย ขอรับมรดกและแบ่งแยกที่ดินพิพาท คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ในคดีนั้นมีสิทธิร่วมกันในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่อยู่นอกเขตการครอบครองของจำเลยในคดีนั้นต่อมาโจทก์และจำเลยทุกคนในคดีนี้ได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาทแล้วโดยโจทก์ที่ 2 รับมรดกแทนที่นายกายบิดา จำเลยที่ 3 และที่ 4รับมรดกแทนที่นางผิวมารดานอกนั้นรับมรดกในส่วนของตน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีก่อนคือคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 192/2523 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์และจำเลยในคดีนี้นั้นมีสิทธิร่วมกันในที่ดินพิพาทโดยไม่ได้วินิจฉัยหรือพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดแยกจากกัน แต่คดีนี้โจทก์ในฐานะที่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทฟ้องขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นส่วนสัดแยกจากกัน คดีก่อนกับคดีนี้จึงมีประเด็นแห่งคดีและคำขอบังคับแตกต่างกัน ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 3และที่ 4 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นายก ลม หรือ กม อิ้งเพ็ชร กับพวก
จำเลย - นาย แกม อิ้งเพ็ชร กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1363
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 148, ม. 248 วรรคหนึ่ง - องค์คณะ
- พรชัย สมรรถเวช
สถิตย์ ไพเราะ
สมคิด ไตรโสรัส
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา