ฎีกา ปี พ.ศ. 2558 อาญา
ฎีกาที่ 1268/2558
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 167 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง" และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนในชั้นพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาที่ศาลชั้นต้นสั่งว่ามีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนและวินิจฉัยยกฟ้องข้อหาดังกล่าวในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้อีก
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 137, 157, 172, 198, 326, 332 (2) ให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจังหวัดอุดรธานี พื้นที่ไม่น้อยกว่าหกตารางนิ้ว เป็นเวลาสามวัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ประทับฟ้องในข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 172 และ 198 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาข้อหาดังกล่าว โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีมีมูลแล้วนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏว่าคดีมีมูล ให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปเฉพาะกระทงที่มีมูล ถ้าคดีไม่มีมูล ให้พิพากษายกฟ้อง" และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีโจทก์มีมูลและให้ประทับฟ้องสำหรับข้อหาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามขั้นตอนในชั้นพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่มีอำนาจหยิบยกข้อเท็จจริงในข้อหาที่ศาลชั้นต้นสั่งว่ามีมูลแล้วขึ้นมาทบทวนและวินิจฉัยยกฟ้องข้อหาดังกล่าวในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ยกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะข้อหาดังกล่าวต่อไปตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นายธนิสรหรือสหพรรษ จินานุรักษ์
จำเลย - พันตำรวจเอกพีระวุฒิ สุวรรณประสิทธิ์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 326
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 167, ม. 170 วรรคหนึ่ง - องค์คณะ
- สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
สมจิตร์ ทองศรี - ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
- ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายสถาบัน บุญเติม
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสัญญา ภูริภักดี - หมายเลขคดี
- หมายเลขคดีดำ - อ2708/2555
หมายเลขคดีแดง - อ168/2557
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา