ฎีกา ปี พ.ศ. 2534 อาญา

ฎีกาที่ 1337/2534

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ร่วมกันตามกฎหมายที่จะต้องร่วมกันจัดทำแผ่นป้ายแสดงข้อความว่ารถกำลังลากจูง และต้องจัดให้มีและเปิดโคม ไฟหรือจุดไฟแสงขาวส่องที่ป้ายดังกล่าว เพื่อให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับผู้ใช้ถนนหรือผู้ที่ขับรถยนต์ตามหลังมามองเห็นได้ว่ามีการลากจูง จำเลยทั้งสองสามารถกระทำและใช้ความระมัดระวังดังกล่าวแต่ไม่ได้กระทำ เป็นการละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวถึงความประมาทของจำเลยทั้งสองไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำโดยประมาทอย่างไร โจทก์หาได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสไม่ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในข้อ 1(ข)ว่า หลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. แล้ว..."และในฟ้องข้อ 1 ก. ดังกล่าวจะมีข้อหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยประมาทอยู่ก็ตามแต่ก็มีความผิดซึ่งเป็นความผิดที่ต้องกระทำโดยเจตนาอยู่ด้วย ทั้งคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83มาด้วย ก็พอที่จะแปลความได้ว่าหมายถึงจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวนั่นเอง หาใช่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้สนับสนุนในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดนั้น มีได้เฉพาะการสนับสนุนผู้กระทำความผิดโดยเจตนาเท่านั้น ผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดโดยประมาทไม่อาจมีได้ตามกฎหมาย เพราะผู้สนับสนุนต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการสนับสนุนด้วย โดยสภาพจึงไม่อาจมีการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำผิดโดยประมาทได้.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันขับควบคุมรถยนต์บรรทุกสองคันลากจูงกันโดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลยทะเบียน 80-032กระบี่ ลากจูงรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-1740 นครศรีธรรมราชซึ่งจำเลยที่ 2 ขับควบคุมถือพวงมาลัยไปตามถนนสายเอเซีย โดยประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยทั้งสองจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ซึ่งในเวลากลางคืนเช่นนั้นจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ร่วมกันตามกฎหมายที่จะต้องร่วมกันจัดทำแผ่นป้ายแสดงข้อความว่า "รถกำลังลากจูง" และต้องจัดให้มีและเปิดโคมไฟหรือจุดไฟแสงขาวส่องที่ป้ายดังกล่าว ทั้งต้องจัดให้มีและเปิดโคมไฟหรือจุดไฟแสงแดงที่ท้ายรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 80-1740 นครศรีธรรมราช คันที่ถูกลากจูง เพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับผู้ใช้ถนนหรือขับรถยนต์ตามหลังมองเห็นได้ว่ามีการลากจูง จำเลยทั้งสองสามารถกระทำและใช้ความระมัดระวังดังกล่าวได้ แต่หาได้กระทำและใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นไม่เป็นการละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมาย ได้มีรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนป้ายแดง ก-0834 กรุงเทพมหานคร มีนายประกอบ คุณวพานิชกุลเป็นผู้ขับแล่นตามหลังไปไม่สามารถมองเห็นรถที่จำเลยที่ 1 ขับลากจูงรถที่จำเลยที่ 2 ขับควบคุมในเบื้องหน้าเป็นเหตุให้รถยนต์คันที่นายประกอบขับชนท้ายรถคันหมายเลขทะเบียน 80-1740 นครศรีธรรมราชที่ถูกลากจูงแล้วเสียหลักพลิกคว่ำ ได้รับความเสียหาย ทำให้นายประกอบถึงแก่ความตายและนายเอกชัยศรีอาวุธ กับนายประสิทธิ์ มงคลศรีสวัสดิ์ซึ่งโดยสารมาด้วยในรถยนต์ที่นายประกอบขับ ได้รับบาดเจ็บสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า20 วัน หลังจากกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขับควบคุมรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคล ทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถ ไม่ให้ความช่วยเหลือตามสมควร ไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทราบทันที เป็นเหตุให้นายประกอบถึงแก่ความตาย นายเอกชัย และนายประสิทธิ์ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 291, 300, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 43, 78, 157, 160จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุกคนละ3 ปี ข้อหาอื่นให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายข้อแรก จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าการที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการประมาทไม่อาจร่วมกระทำกันได้ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ร่วมกันตามกฎหมายที่จะต้องร่วมกันจัดทำแผ่นป้ายแสดงข้อความว่ารถกำลังลากจูง และต้องจัดให้มีและเปิดโคมไฟ หรือจุดไฟแสงขาวส่องที่ป้ายดังกล่าว ฯลฯ เพื่อให้แสงสว่างเพียงพอสำหรับผู้ใช้ถนนหรือผู้ที่ขับรถยนต์ตามหลังมามองเห็นได้ว่ามีการลากจูงจำเลยทั้งสองสามารถกระทำและใช้ความระมัดระวังดังกล่าวแต่ไม่ได้กระทำ เป็นการละเว้นการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามคำฟ้องของโจทก์กล่าวถึงความประมาทของจำเลยทั้งสองไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำโดยประมาทอย่างไร โจทก์หาได้บรรยายฟ้องจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัสไม่แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องในข้อ 1(ข) ว่า "หลังจากจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. แล้ว..." และในฟ้องข้อ 1 ก. ดังกล่าวจะมีข้อหาเกี่ยวกับการกระทำความผิดโดยประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291, 300 และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43, 157อยู่ก็ตาม แต่ก็มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 11, 148ซึ่งเป็นความผิดที่ต้องกระทำโดยเจตนาอยู่ด้วย ทั้งโจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องในความผิดดังกล่าวว่า จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ร่วมกันจัดให้มีและเปิดโคมไฟหรือจุดไฟแสงแดงที่ท้ายรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน 80-1740นครศรีธรรมราช คันที่ถูกลากจูงเพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับผู้ใช้ถนนหรือผู้ที่ขับรถยนต์ตามหลังมามองเห็นได้ว่ามีการลากจูง จำเลยทั้งสองสามารถกระทำได้ แต่หาได้กระทำไม่ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาด้วยก็พอที่จะแปลความได้ว่าหมายถึงจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวนั่นเองหาใช่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทไม่ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วจำเลยที่ 2 ฎีกาต่อไปว่า หากฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำผิดด้วย ก็เพียงในฐานะผู้สนับสนุนในการกระทำผิดฐานประมาทเท่านั้นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 บัญญัติเรื่องผู้สนับสนุนว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด เห็นว่า ผู้สนับสนุนในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดนั้น มีได้เฉพาะการสนับสนุนผู้ลงมือกระทำความผิดโดยเจตนาเท่านั้น ผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดโดยประมาทไม่อาจมีได้ตามกฎหมาย เพราะผู้สนับสนุนต้องมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลในการสนับสนุนด้วย โดยสภาพจึงไม่อาจมีการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำผิดโดยประมาทได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น แต่ตาม พฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถยนต์ ที่เกิดเหตุโดยตรง เพียงแต่ได้รับการขอร้องจากจำเลยที่ 1ให้ช่วยถือ พวงมาลัยให้ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้รับสินจ้างเพื่อการดังกล่าว แต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นสมควรวางโทษจำเลยที่ 2 ให้น้อยลงและรอการลงโทษจำเลยที่ 2พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด นครศรีธรรมราช
จำเลย - นาย ดำรง ค์ บุญ ขำ กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 59 วรรคสอง, ม. 59 วรรคสี่, ม. 83, ม. 86, ม. 291, ม. 300
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 158
พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 — ม. 11, ม. 43, ม. 148, ม. 157
องค์คณะ
ไมตรี กลั่นนุรักษ์
จรัส อุดมวรชาติ
อุไร คังคะเกตุ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา