ฎีกา ปี พ.ศ. 2545 แพ่ง
ฎีกาที่ 1373/2545
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ใบสมัครบัตรวีซ่า ซึ่งจำเลยที่ 1 ระบุในช่องการชำระเงินว่าให้โจทก์หักจากบัญชีประเภทออมทรัพย์ สาขาเขาย้อย โดยระบุหมายเลขบัญชีไว้ และจำเลยที่ 1ยังมีหนังสือแจ้งผู้จัดการโจทก์ สาขาเขาย้อย ให้หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ดังกล่าวในการชำระค่าสินค้าและบริการที่เกิดจากการใช้บัตรวีซ่าด้วย ทั้งตามใบแจ้งยอดบัญชีโจทก์ก็แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าจะตัดบัญชีตามหมายเลขบัญชีที่ระบุไว้ในใบสมัคร ดังนั้นโจทก์จึงมีสิทธิหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ตามหมายเลขบัญชีดังกล่าวเท่านั้น ไม่มีสิทธิหักเงินจากบัญชีประเภทอื่น การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีอื่นโดยที่จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอมจึงเป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าโจทก์หักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายในวันที่มีการหักเงินออกจากบัญชีดังกล่าวโดยชอบ อันจะเป็นการรับสภาพหนี้ที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) เมื่อเริ่มนับอายุความใหม่จนถึงวันฟ้อง เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปีคดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7)
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า หลังจากเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์แล้วจำเลยทั้งสองนำบัตรไปใช้ซื้อสินค้าและบริการ และเบิกเงินสดล่วงหน้า โจทก์ได้ส่งใบแจ้งยอดบัญชีประจำงวดเดือนพฤศจิกายน 2538 ถึงเดือนกันยายน 2539 ไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540จำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระ 1 ครั้ง จำนวน 115.91 บาท เมื่อหักชำระหนี้แล้ว ณ วันที่ดังกล่าว จำเลยทั้งสองยังเป็นลูกหนี้โจทก์เป็นเงิน 128,924.63 บาท โจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ของต้นเงิน 91,645.99บาท ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้องเป็นค่าดอกเบี้ย 10,661.18 บาทรวมเป็นเงิน 139,585.81 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน139,585.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22 ต่อปี ในต้นเงิน 91,645.99 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า ยอดหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้องเพราะรวมเบี้ยปรับและดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะเข้าไปด้วย จำเลยที่ 1 ชำระหนี้บางส่วนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 เป็นการฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปีแล้วคดีโจทก์จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ไม่เคยนำเงินจำนวน 115.91 บาท ไปชำระแก่โจทก์เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 แต่อย่างใด ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 89,933.96 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 88,532.88 บาท นับแต่วันที่ 26พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2539 และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10กันยายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2539 เป็นเงิน 3.31 บาท และเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540เป็นเงิน 115.91 บาท คิดหักให้ในวันดังกล่าวด้วยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาทต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง คู่ความจึงฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า จำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกบัตรเครดิตกรุงศรี-วีซ่า ของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบัตรหลัก จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัตรเสริมตามใบเสร็จเป็นสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่า เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ระหว่างวันที่ 18 ถึง 24ตุลาคม 2538 จำเลยทั้งสองนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปใช้เบิกเงินสดจากโจทก์ ซื้อสินค้าและบริการ หลังจากโจทก์จ่ายเงินทดรองแทนจำเลยทั้งสองและส่งใบแจ้งยอดหนี้เรียกเก็บเงินไปยังจำเลยทั้งสองแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระเงินคืนโจทก์ เงื่อนไขการชำระเงินในการใช้บัตรเครดิตดังกล่าว จำเลยที่ 1 ตกลงให้หักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ที่มีกับธนาคารโจทก์ สาขาเขาย้อย เลขบัญชีที่ 186-1-05216-9 ตามใบสมัครเป็นสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่า เอกสารหมาย จ.3 และตามหนังสือแจ้งผู้จัดการโจทก์สาขาเขาย้อย เรื่องยินยอมให้หักเงินจากบัญชีดังกล่าว เอกสารหมาย จ.16 ซึ่งมีการหักบัญชีของจำเลยที่ 1 หลายครั้งตามเอกสารหมาย จ.5 การหักบัญชีดังกล่าวสองครั้งหลังหักเงินจากบัญชีเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 คู่ความทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าเป็นการหักเงินจากบัญชีโดยชอบ ส่วนการหักเงินจากบัญชีอื่นนอกจากบัญชีเลขที่ดังกล่าวข้างต้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 มิได้ให้ความยินยอมมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่โจทก์หักบัญชีอื่นของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 ชอบหรือไม่ และคดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามเงื่อนไขผู้ถือบัตรข้อ 13 ในใบสมัครสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่าเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 จะระบุว่า "เมื่อมีการเรียกเก็บเงินเพื่อชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตร ผู้ถือบัตรยินยอมให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีฝากประจำหรือบัญชีเงินฝากกระแสรายวันหรือบัญชีอื่นใดที่ผู้ถือบัตรมีกับธนาคาร แม้การหักบัญชีนั้นจะทำให้ผู้ถือบัตรตกเป็นผู้เบิกเงินเกินบัญชี" ก็ตาม ก็เป็นการระบุไว้โดยรวม ๆ ว่าธนาคารมีสิทธิ์หักเงินของผู้ถือบัตรจากบัญชีใดบ้าง ส่วนที่จะให้มีการหักเงินจากบัญชีใดนั้นก็ระบุไว้ในช่องการชำระเงินในใบสมัครเป็นสมาชิกบัตรกรุงศรี-วีซ่าอีกต่างหาก และจำเลยที่ 1 ก็ได้ระบุไว้ในช่องการชำระเงินในเอกสารหมาย จ.3ถึงการชำระเงินว่ายินยอมให้โจทก์หักเงินจากบัญชีประเภทออมทรัพย์ สาขาเขาย้อยบัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาเขาย้อย แจ้งการยินยอมให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) หักเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 ชื่อบัญชีนายปรีชา เกตุทอง ของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)สาขาเขาย้อย ไปชำระค่าสินค้าหรือบริการซึ่งเกิดจากการใช้บัตรกรุงศรี-วีซ่า ที่ธนาคารได้ออกให้... ตามเอกสารหมาย จ.16 ทั้งตามใบแจ้งยอดบัญชีเอกสารหมาย จ.5โจทก์ก็แจ้งจำเลยทั้งสองว่า โจทก์จะตัดบัญชีของจำเลยที่ 1 เลขที่ 186-1-05216-9ซึ่งเลขบัญชีดังกล่าวเป็นเลขบัญชีของจำเลยที่ 1 สาขาเขาย้อย ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรกรุงศรี-วีซ่า ของจำเลยทั้งสองได้จากบัญชีประเภทออมทรัพย์ บัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 สาขาเขาย้อย เท่านั้นไม่มีสิทธิที่จะหักเงินจากบัญชีเงินฝากอื่นของจำเลยที่ 1 การที่โจทก์หักเงินจากบัญชีอื่นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 115.91 บาท โดยมิได้หักจากบัญชีประเภทออมทรัพย์ สาขาเขาย้อย บัญชีเลขที่ 186-1-05216-9 โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยินยอมจึงไม่ชอบ และไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้บางส่วน อันเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งจะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) ดังนั้น ต้องถือว่าโจทก์หักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 อันเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่งทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) จึงต้องเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 จนถึงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องนั้น เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย - นาย ปรีชา เกตุทอง กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 193/14 (1), ม. 193/34 (7)
- องค์คณะ
- สมชัย เกษชุมพล
เดิมพัน จรรยามั่น
สุมิตร สุภาดุลย์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา