ฎีกา ปี พ.ศ. 2545 อาญา

ฎีกาที่ 1388/2545

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดฆ่า ศ. อ. และ ส. ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าบุคคลอื่นอีกหลายคน แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายโดยกว้างขวาง มิได้มีการกระทำอันแสดงถึงความโหดร้ายทารุณเป็นพิเศษแต่ประการใด จึงไม่เข้าลักษณะการกระทำโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(5) แต่การที่จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นนั้นยังเป็นความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม อีกด้วย โดยความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดหลายบทต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันมีลูกระเบิดจำนวน 1 ลูก ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยจำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนาใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 และจำเลยที่ 1 กับพวกใช้ลูกระเบิดดังกล่าวฆ่านายศานิตหล่อเกษมศานต์ นายอรุณ สมานมาก และนายสง่า ทรงศรีม่วง โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ทั้งเป็นการลงมือฆ่านายขจร จตุรพร อนันตกุล นายวันชัยสุขหฤทัย นายหวน ชมบุญ นายพินิจศักดิ์ เขียววิไล และนายสุเทพ สุขแสวง โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และโดยกระทำทารุณโหดร้าย แต่นายขจร นายวันชัย นายหวน นายพินิจศักดิ์และนายสุเทพ ไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยที่ 1 กับพวก เพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กาย และได้รับอันตรายสาหัสโดยป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า20 วัน ทั้งนี้จำเลยที่ 2 ใช้และจ้างวานจำเลยที่ 1 กับพวกให้กระทำความผิดดังกล่าวและเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน 1 กระบอก ซึ่งใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเจ้าพนักงานยึดได้อาวุธปืนลูกซองสั้นเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 84, 91, 288, 289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 38,55, 72, 74, 78 และริบของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณานางสุพิศ หล่อเกษมศานต์ ภริยานายศานิต หล่อเกษมศานต์ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยกระทำทารุณโหดร้ายและฐานใช้จ้างวานฆ่าผู้อื่นศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่อาวุธปืนของกลางไม่มีทะเบียนเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดจึงให้ริบโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4)(5), 289(5) ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้วางโทษประหารชีวิต ฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 15 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้าย คงจำคุกตลอดชีวิตฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวง จำคุก 10 ปี และฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิตในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและโดยกระทำทารุณโหดร้ายแล้ว จึงไม่อาจนำโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่นมารวมอีกได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(3) คงให้จำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2535 เวลา16.45 นาฬิกา นายสง่า ทรงศรีม่วง ขับรถยนต์แวนหมายเลขทะเบียน ม-1579 สุรินทร์ออกจากสำนักงานเทศบาลเมืองสุรินทร์ โดยมีนายอรุณ สมานมาก และนายศานิตหล่อเกษมศานต์ นั่งไปด้วย ครั้นมาถึงซอยเข้าห้างสรรพสินค้าเพชรเกษมพลาซ่าข้างธนาคารหลวงไทย จำกัด สาขาสุรินทร์ รถยนต์แวนดังกล่าวระเบิดขึ้นเป็นเหตุให้นายศานิต นายอรุณและนายสง่าถึงแก่ความตาย นอกจากนี้นายวันชัย สุขหฤทัย ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มีนายพินิจศักดิ์ เขียววิไลนั่งซ้อนท้ายนายหวน ชมบุญ ซึ่งนั่งรถสามล้อรับจ้างกับนายขจร จตุรพรอนันตกุล และนายสุเทพ สุขแสวง รวมทั้งสิ้น 5 คนที่ผ่านมาถึงที่เกิดเหตุได้รับอันตรายแก่กายและอันตรายสาหัส เจ้าพนักงานตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานและกองสรรพาวุธ กรมตำรวจ ร่วมกับพนักงานสอบสวนตรวจสถานที่เกิดเหตุและสภาพรถยนต์แวนดังกล่าวพบว่าคนร้ายนำระเบิดแสวงเครื่องแบบบังคับจุดระเบิดด้วยคลื่นวิทยุไปติดไว้ที่ใต้ท้องรถยนต์แวนดังกล่าวบริเวณด้านขวาใกล้กับส่วนบนของถังน้ำมันตามรายงานการตรวจสถานที่เกิดเหตุพร้อมภาพถ่าย และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุเพิ่มเติม ต่อมาวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ตรวจค้นรถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 พบตลับเทปบันทึกเสียงการฝึกสอนวิธีใช้ระเบิดแสวงเครื่องแบบบังคับจุดระเบิดด้วยคลื่นวิทยุจำนวน 2 ม้วน สมุดคู่ฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาสุรินทร์ จำนวน 1 เล่ม ใบเสร็จรับเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 86478 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ฝากเงินจำนวน110,000 บาท เข้าบัญชีเลขที่ 51420205119 จำนวน 1 แผ่น ใบเสร็จรับเงินธนาคารกรุงเทพ จำกัด เลขที่ 864080 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 ฝากเงินจำนวน 50,000บาท เข้าบัญชีเลขที่ 269-0-68376-4 จำนวน 1 แผ่น และสมุดบันทึกส่วนตัวทั้งนำตัวจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 1 ในกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลกองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ พบอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนจำนวน1 กระบอก จึงยึดสิ่งของทั้งหมดไว้เป็นของกลาง มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนทราบว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้กระทำผิด และจับจำเลยที่ 1 ขณะออกมาจากที่ตั้งหน่วยทหารนำตัวไปสอบสวนที่สถานีตำรวจทางหลวงสุรินทร์โดยมิได้ติดต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ 1 ให้ส่งตัวจำเลยที่ 1ให้ตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหม เป็นการจับจำเลยที่ 1โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทมนตรี จรัลพงศ์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์และนายดาบตำรวจพิชิต วงศ์สูตินันท์ พยานโจทก์ และโจทก์ร่วมว่าเหตุที่รู้ตัวคนร้ายเพราะนายดาบตำรวจพิชิตซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์สังเกตเห็นว่า หลังจากเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพื่อนกันมีเงินใช้จ่ายฟุ่มเฟือยผิดปกติ และก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปไหนมาไหนกับนายสุระเทพ ทาวะรมย์ ต่อมาพันตำรวจโทมนตรีได้รับรายงานว่าจำเลยที่ 1 ได้เงินมาจากการรับจ้างฆ่านายศานิตกับพวกผู้ตายประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจที่จับกุมจำเลยที่ 1 นำโดยพลตำรวจโทธนู หอมหวลซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เมื่อมีเหตุสมควรสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำผิดคดีนี้ พลตำรวจโทธนูกับพวกจึงมีอำนาจจับจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องมีหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 66(2) ส่วนข้อตกลงระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงกลาโหมเป็นข้อตกลงในทางปฏิบัติเท่านั้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจมิได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่ทำให้การจับจำเลยที่ 1 เสียไป คดีฟังได้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีพลตำรวจโทธนู หอมหวล และพลตำรวจตรีโสภณ สะวิคามิน พนักงานสืบสวนเป็นพยานเบิกความว่าอธิบดีกรมตำรวจเห็นว่านายศานิตผู้ตายเป็นนายกเทศมนตรี คนร้ายใช้วิธีการรุนแรงโหดเหี้ยมทารุณ จึงสั่งให้พยานทั้งสองกับพวกรวม 17 คน เป็นพนักงานสืบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนพื้นที่เกิดเหตุตามคำสั่งกรมตำรวจ จากการสืบสวนทราบว่านายศานิตผู้ตายถูกฆ่าเนื่องมาจากสาเหตุทางการเมืองท้องถิ่นและจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นคนร้าย วันที่ 31 กรกฎาคม2535 พยานทั้งสองกับพวกจับจำเลยที่ 1 ได้พร้อมของกลางหลายรายการ ชั้นจับกุมกับชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพให้เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุของจำเลยที่ 1 และภาพถ่าย นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือมอบอำนาจให้พลตำรวจโทธนูมีอำนาจถอนเงินฝากของจำเลยที่ 1จากธนาคาร ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการกระทำผิดคดีนี้เพื่อนำไปคืนผู้ว่าจ้างหรือใช้ทำศพผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 สิบเอกเฉลียว โชติมุข และจ่าสิบเอกพงษ์ศักดิ์พรหมสุทธิ เป็นพยานเบิกความต่อสู้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 อยู่ที่กองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองกำลังสุรนารี จังหวัดสุรินทร์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกไปที่ใด ดังนี้ คดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด คงมีบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นพยาน เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธชั้นพิจารณาเช่นนี้ จึงมีปัญหาว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจะมีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่เพียงใด เห็นว่า เฉพาะเพียงคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายดาบตำรวจพิชิต วงศ์สูตินันท์ เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์ซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าหลังวันเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยที่ 1 ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยผิดปกติจึงรายงานต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นต้นเหตุให้สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้เงินมาจากการรับจ้างฆ่านายศานิตกับพวกผู้ตาย ประกอบกับชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและพาเจ้าพนักงานตำรวจชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพในวันที่จับจำเลยที่ 1 ได้นั่นเอง โดยปรากฏรายละเอียดข้อเท็จจริงที่มีลักษณะเป็นเรื่องที่รู้แต่เฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพได้กระทำต่อหน้าพันโทสำเริง เกิดผล นายทหารพระธรรมนูญอีกด้วย เฉพาะภาพถ่ายหมาย ป.จ.7 จำเลยที่ 1 แสดงการติดระเบิดใต้ท้องรถยนต์ได้อย่างแนบเนียนสมจริง นอกจากนี้ในบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีบันทึกการสอบสวนเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2535 จำเลยที่ 1 ให้การเพิ่มเติมต่อหน้าร้อยเอกศุภชัย พจนศิลป์ นายทหารพระธรรมนูญ โดยจำเลยที่ 1ยืนยันให้การรับสารภาพตามคำให้การเดิม กับให้การเพิ่มเติมวันที่ 1 สิงหาคม 2535ว่า สำนึกผิดที่ได้กระทำไปมีความประสงค์ที่จะขอขมาสารภาพผิดต่อโจทก์ร่วมและญาติพี่น้องของนายศานิตผู้ตาย เจ้าพนักงานตำรวจได้จัดดอกไม้ธูปเทียนให้ จำเลยที่ 1จึงนำไปขอขมาสารภาพผิดว่าเป็นคนกดระเบิดรถยนต์แวนของนายศานิตผู้ตาย ซึ่งภาพถ่ายปรากฏสอดคล้องกับคำรับของจำเลยที่ 1 กับคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนายธนา หล่อเกษมศานต์ พี่ชายนายศานิตผู้ตายพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่ยืนยันว่าได้ไปดูจำเลยที่ 1 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพกับกราบขอขมาโจทก์ร่วมและบิดานายศานิตผู้ตาย ประการสำคัญพันโทสำเริง เกิดผลนายทหารพระธรรมนูญ พยานจำเลยที่ 1 เบิกความเจือสมตรงกันว่า ก่อนที่พยานไปร่วมฟังการสอบสวนได้พบกับจำเลยที่ 1 จึงสอบถามเหตุการณ์จากจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 บอกพยานว่าได้ให้การรับสารภาพไปแล้ว อีกประการหนึ่ง โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนายธีระชัย ภูติธนารักษ์ พ่อค้าร้านห้างทองแสงมณีเป็นพยานเบิกความยืนยันว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปที่ร้านของพยานเพื่อไถ่ทองคืนที่จำเลยที่ 1 ขายฝากไว้แก่ทางร้าน ซึ่งตรงกับบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ที่ว่าวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาไถ่ทองที่ร้านห้างทองแสงมณี เมื่อออกจากร้านพบรถยนต์แวนของนายศานิต ผู้ตายผ่านหน้าห้างสรรพสินค้าเพชรเกษมพลาซ่า และเลี้ยวเข้าซอย จำเลยที่ 1 จึงกดเครื่องบังคับคลื่นวิทยุ ทำให้รถยนต์แวนเกิดระเบิดขึ้น เป็นการสนับสนุนคำเบิกความของนายธีระชัยให้มีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ตั้งแต่แรกที่ถูกจับหรือชั้นสอบสวน เพิ่งยกขึ้นต่อสู้ในชั้นพิจารณาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างเหตุต่าง ๆ ว่าจำเลยที่ 1 นำชี้บริเวณที่เผาทำลายเครื่องบังคับคลื่นวิทยุ (รีโมทคอนโทรล) แต่ไม่ปรากฏว่ามีเศษชิ้นส่วนโลหะในบริเวณที่เผาก็ดี ไม่ปรากฏว่าพลตำรวจโทธนูนำเงินที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้ถอนเงินไปคืนผู้ว่าจ้างหรือนำไปช่วยทำศพผู้ตายก็ดี รถยนต์กระบะของจำเลยที่ 1 ที่ยึดไว้เจ้าพนักงานตำรวจก็ได้คืนให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วก็ดี และที่จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าได้ค่าจ้างจำนวน 300,000 บาท แต่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวหรือจำนวนใกล้เคียงก็ดี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ล้วนแต่มีพิรุธไม่มีน้ำหนักรับฟังนั้น เห็นว่า ในบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ระบุว่าจำเลยที่ 1 นำชี้บริเวณที่เผาเครื่องบังคับคลื่นวิทยุเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2535 หลังจากวันที่จำเลยที่ 1 เผาเครื่องบังคับคลื่นวิทยุไปแล้วถึง 29 วัน และจำเลยที่ 1 นำซากที่เผาไปทิ้งในถังขยะอีกด้วย จึงย่อมจะไม่มีเศษชิ้นส่วนโลหะในบริเวณที่เผาเป็นธรรมดาส่วนการที่จำเลยที่ 1 ยอมมอบอำนาจให้พลตำรวจโทธนูถอนเงินฝากของจำเลยที่ 1จากธนาคารก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าคำรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นความจริง แม้พลตำรวจโทธนูจะไม่ปฏิบัติตามที่จำเลยที่ 1 มอบอำนาจก็ไม่มีผลทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป นอกจากนั้นจำเลยที่ 1ได้ค่าจ้างจากการกระทำความผิดเป็นเงินสด จึงอาจแบ่งใช้จ่ายอย่างอื่น ๆ โดยไม่จำต้องนำเงินทั้งหมดฝากธนาคาร แต่ก็มีหลักฐานเป็นใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 1 นำเงินฝากธนาคารเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และนางบัวผัน ศรีผุย ภริยาจำเลยที่ 1 จำนวน 50,000บาท และ 110,000 บาท ตามลำดับ โดยนำเข้าฝากเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2535 หลังจากเกิดเหตุเพียง 8 วัน แม้จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่จ่ายเงินเดือนของกำลังพลจึงมีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 และภริยาจำเลยที่ 1 อีกด้วยซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของทางราชการ ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่มีน้ำหนักรับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกว่า ไม่ปรากฏว่านายสุระเทพผู้ประกอบวัตถุระเบิดเพื่อให้จำเลยที่ 1 ใช้กระทำความผิด เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการทำวัตถุระเบิดและติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อใด จัดหาวัตถุระเบิดมาจากที่ใด อย่างไร ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่จำเลยที่ 1 ประจำการอยู่ก็ยืนยันว่าไม่มีวัตถุระเบิดสูญหายไป น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพราะถูกบังคับนั้น เห็นว่า การทำวัตถุระเบิดที่บังคับจุดระเบิดด้วยคลื่นวิทยุไม่จำต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในการทำวัตถุระเบิด ซึ่งพันตำรวจโทวันชัย เปรมฤดี สารวัตรงาน 4 งานเก็บกู้วัตถุระเบิด กองกำกับการ 3 กองสรรพาวุธกรมตำรวจ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความว่า ผู้สามารถประกอบวัตถุระเบิดด้วยเครื่องวิทยุได้จะต้องมีความรู้ทางด้านไฟฟ้าเบื้องต้นเท่านั้น ส่วนการติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 1 เมื่อใด ได้วัตถุระเบิดมาจากที่ใดและไม่มีวัตถุระเบิดสูญหายไปจากหน่วยทหารที่จำเลยที่ 1 ประจำการอยู่นั้นล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ทำให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1ให้การรับสารภาพเนื่องมาจากถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับ ไม่มีผลให้การรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมเปลี่ยนแปลงไป ข้อต่อสู้ต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1ไม่อาจหักล้างพยานโจทก์และโจทก์ร่วมได้ จากพยานแวดล้อมต่าง ๆ ดังกล่าวฟังประกอบกันโดยตลอดแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานมีลูกระเบิดจำนวน 1 ลูก ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองกับใช้ลูกระเบิดดังกล่าวฆ่านายศานิต นายอรุณและนายสง่าผู้ตาย โดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่านายขจร นายวันชัย นายหวนนายพินิจศักดิ์และนายสุเทพตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นลักษณะที่จะทำให้ตายโดยใช้อาวุธที่ร้ายแรงมีอำนาจแห่งการทำลายโดยกว้างขวาง มิได้มีการกระทำอันแสดงถึงความโหดร้ายทารุณเป็นพิเศษแต่ประการใดกรณีจึงไม่เข้าลักษณะการกระทำโดยทารุณโหดร้ายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(5) ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยในส่วนนี้อย่างไรก็ดีการที่จำเลยที่ 1 ใช้ลูกระเบิดในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) และมาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 78 วรรคสามอีกด้วย โดยความผิดทั้ง 4 ฐาน คือฐานมีเครื่องกระสุนปืน นอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 78วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคหนึ่ง แยกต่างกรรมกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และมิได้ปรับบทว่าจำเลยที่ 1มีความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วย จึงไม่ชอบเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องจำเลยที่ 1 ฎีกาประการสุดท้ายว่า มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ตรวจยึดอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนของกลางจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในเขตชายแดนที่จำเลยที่ 1 รับผิดชอบ จำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาครอบครองอาวุธปืนดังกล่าวนั้น เห็นว่าพันตำรวจโทมนตรี จรัลพงศ์ สารวัตรสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสุรินทร์พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความประกอบบันทึกการตรวจค้นเอกสารหมาย จ.19 ว่าได้เชิญพันโทสำเริง เกิดผล นายทหารพระธรรมนูญไปร่วมตรวจค้นห้องพักของจำเลยที่ 1 ด้วย ผลการตรวจค้นพบอาวุธปืนลูกซองสั้นไม่มีหมายเลขทะเบียนของกลางอยู่ใต้ที่นอน ซึ่งตรงกับบันทึกคำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.24 โดยจำเลยที่ 1 ให้การรับว่าอาวุธปืนลูกซองสั้นของกลางเป็นอาวุธปืนที่จำเลยหามาจากชาวบ้านเพื่อไว้ใช้ในการทำงานลับทางทหาร ข้อต่อสู้ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จึงขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักรับฟัง ประกอบกับจำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการทหารมีผู้บังคับบัญชาคอยดูแลให้ความเป็นธรรม เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่และต่อหน้านายทหารพระธรรมนูญ ทั้งไม่มีเหตุให้สงสัยว่าจำเลยที่ 1 ถูกใส่ความ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีอาวุธปืนลูกซองสั้นของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4), 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคหนึ่ง,วรรคสาม ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78วรรคหนึ่ง กับความผิดฐานใช้เครื่องกระสุนปืนฯ ดังกล่าวในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 78 วรรคสาม ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทารุณโหดร้ายให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุรินทร์
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นาง สุพิศ หล่อเกษมศานต์
จำเลย - สิบเอก ยุทธการ ศรีผุย กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 80, ม. 90, ม. 91, ม. 288, ม. 289 (4), ม. 289 (5)
พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 — ม. 78
องค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา