ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 แพ่ง

ฎีกาที่ 1412/2536

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์ก็มิได้ว่าจ้างให้ผู้ใดก่อสร้างโรงฝึกงานทันที กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลานานถึง 6 ปีเศษ โจทก์จึงมีส่วนผิดที่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยดังกล่าว ศาลชอบที่จะนำมาประกอบในการกำหนดค่าเสียหายได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยไม่ลงมือก่อสร้างอาคารภายในวันที่29 กันยายน 2522 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ผู้แทนโจทก์เร่งให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกัน ต่อมาโจทก์ว่าจ้างนายจรูญ ด้วงเรืองก่อสร้างได้เฉพาะโรงอาหารพร้อมหอประชุม 1 หลัง ในราคา 1,450,000บาท ขาดโรงฝึกงานไป 1 หลัง ราคา 808,000 บาท การที่จำเลยละทิ้งงานและผิดสัญญาดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโดยขาดโรงฝึกงานไป 1 หลัง ซึ่งโจทก์มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้ตามข้อกำหนดในสัญญา และจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์คำนวณราคาก่อสร้างโรงฝึกงาน 1 หลัง ดังกล่าวเป็นเงิน 808,000 บาทโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน808,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับจากวันที่ 29ตุลาคม 2527 จนถึงวันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2529) เป็นเงิน130,663.14 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 938,663.14 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวในต้นเงิน 808,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า การที่โจทก์คำนวณราคาค่าก่อสร้างโรงฝึกงาน1 หลัง เป็นเงินถึง 808,000 บาท เป็นเพียงราคาประมาณการก่อสร้างเท่านั้น ส่วนราคาจริงไม่ถึง 20,000 บาท เพราะเป็นอาคารโล่งใช้วัสดุก่อสร้างไม่มาก หากโจทก์เสียหายจริง จำเลยก็รับผิดต่อโจทก์ไม่เกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 180,296 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2527เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 180,240 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้พยานจำเลยจะเบิกความสอดคล้องต้องกันในจำนวนเงินค่าก่อสร้างดังกล่าวก็ตามแต่ก็เห็นได้ว่าคำของพยานจำเลยนั้นขัดต่อเหตุผล เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากที่จำเลยผิดสัญญาไม่ก่อสร้างอาคารให้โจทก์แล้วโจทก์ต้องจ้างบุคคลอื่นก่อสร้างอาคารต่อไป แต่งบประมาณของโจทก์สามารถก่อสร้างได้แต่เฉพาะโรงอาหารพร้อมหอประชุมเท่านั้นแสดงว่าราคาค่าก่อสร้างโรงฝึกงานได้เพิ่มขึ้น จนไม่สามารถจะก่อสร้างในราคา 460,000 บาท ดังที่จำเลยนำสืบได้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง แต่อย่างไรก็ตามราคาค่าก่อสร้างตามที่โจทก์นำสืบมานั้นคงเป็นเพียงรายการประมาณค่าใช้จ่ายซึ่งโจทก์ประมาณการไว้โดยยังมิได้ว่าจ้างผู้ใดทำการก่อสร้างจริง นายประเสริฐ วิศวกรของโจทก์ผู้คำนวณราคาค่าก่อสร้างดังกล่าวก็เบิกความยอมรับว่า หากประมาณการก่อสร้างในปี 2522ซึ่งเป็นปีที่จำเลยผิดสัญญาราคาประมาณการก่อสร้างจะต่ำกว่าปี2527 ที่พยานประมาณการไว้ เมื่อคำนึงถึงระยะเวลาภายหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์ก็มิได้ว่าจ้างผู้ใดก่อสร้างโรงฝึกงานให้เสร็จไปโดยพลัน โจทก์จึงมีส่วนผิดที่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันฟ้องเป็นเวลานานถึง 6 ปีเศษ ประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ว่าราคาค่าก่อสร้างที่โจทก์คิดเป็นค่าเสียหายในคดีนี้นั้นเป็นค่าเสียหายที่สูงเกินส่วน ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นจำนวนเงิน 600,000 บาท และเนื่องจากโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยตัดรายการไฟฟ้าและสีรวมเป็นเงิน 94,760 บาท ออกจากรายการก่อสร้างแล้ว การคำนวณค่าเสียหายของโจทก์จึงต้องตัดรายการทั้งสองออกก่อน ใช่ว่าจะตัดรายการทั้งสองออกเฉพาะกรณีที่จำเลยปฏิบัติตามสัญญาดังที่โจทก์ฎีกาก็หาไม่ เพราะเมื่อโจทก์อนุมัติให้ตัดรายการดังกล่าวออกแล้ว จำเลยก็ไม่ต้องติดตั้งไฟฟ้าและทาสีที่ตัวอาคารโรงฝึกงานต่อไป ความเสียหายของโจทก์อันเกิดจากการที่จำเลยไม่ติดตั้งไฟฟ้าและทาสีจึงไม่มี เมื่อหักค่าไฟฟ้าและสีออกแล้วค่าเสียหายของโจทก์จึงเหลือเพียง 505,240 บาทคดีนี้โจทก์ได้ริบหลักประกันจำนวน 73,000 บาท ซึ่งนับเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งที่โจทก์ได้รับไปแล้ว จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าเสียหายจำนวน 505,240 บาท ด้วย ค่าเสียหายของโจทก์คงเหลือเพียง 432,240 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เพียง 180,240 บาทนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วนพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 432,240 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2527 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - กรมสามัญศึกษา
จำเลย - นาย ชุมพล กาญจนะ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 223
องค์คณะ
สุรินทร์ นาควิเชียร
ไมตรี กลั่นนุรักษ์
สุวรรณ ตระการพันธุ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา