ฎีกา ปี พ.ศ. 2543 อาญา
ฎีกาที่ 1443/2543
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)(2) จะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงว่า จะต้องมีการฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว และได้มีการพิสูจน์ความผิดนั้นต่อศาล และศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดจึงจะริบทรัพย์สินนั้นได้ อันถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) ธนบัตรของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 เมื่อโจทก์ยังมิได้ฟ้องจำเลยถึงการกระทำความผิดในครั้งก่อนโดยตรง กรณีเพียงแต่การกล่าวอ้างพาดพิงถึงว่าธนบัตรของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนไปก่อนหน้านี้ จึงยังไม่เป็นการเพียงพอตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) และ 33(2) เพื่อลงโทษจำเลยด้วยการริบทรัพย์สิน แม้จำเลยจะได้ให้การรับสารภาพในคดีนี้ ศาลก็ไม่อาจริบธนบัตรของกลางดังกล่าวได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 15 เม็ด น้ำหนัก 1.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีน จำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.39 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 400 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายกับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 400 บาท และธนบัตรชนิดต่าง ๆ อีกจำนวน 2,900 บาท ซึ่งเป็นเงินที่จำเลยได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปก่อนหน้านี้เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ริบของกลาง คืนธนบัตรจำนวน 400 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปีริบของกลาง คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 400 บาท แก่เจ้าของจำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 2 ปี 6 เดือนรวมกระทงเป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน เงินจำนวน 2,900 บาท ของกลางให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าธนบัตรของกลางจำนวน 2,900บาท ที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้พร้อมด้วยธนบัตรจำนวน 400 บาท ซึ่งสายลับใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนในคดีนี้เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปก่อนหน้านี้คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ธนบัตรของกลางจำนวน 2,900 บาทเป็นทรัพย์สินที่ศาลมีอำนาจสั่งริบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายในคำฟ้องตอนหนึ่งว่า ธนบัตรชนิดต่าง ๆ อีกจำนวน 2,900 บาท เป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไปก่อนหน้านี้จึงยึดเป็นของกลาง และในคำขอท้ายฟ้องขอให้ศาลริบของกลางทั้งหมด เป็นการที่โจทก์ฟ้องและขอให้ศาลลงโทษจำเลยด้วยการริบเงินของกลางจำนวน 2,900 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดแล้วเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทรัพย์สินใดซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด ศาลมีอำนาจริบได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1)(2) โดยโจทก์ไม่ต้องฟ้องและพิสูจน์ความผิดของจำเลยในความผิดดังกล่าว เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 บัญญัติว่า "ในการริบทรัพย์สิน ให้ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ (2) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด ฯลฯ" ฉะนั้น โดยนัยดังกล่าวทรัพย์สินที่มีอำนาจสั่งริบจะต้องเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยได้กระทำความผิด ซึ่งหมายถึงว่า จะต้องมีการฟ้องจำเลยในความผิดดังกล่าว และได้มีการพิสูจน์ความผิดนั้นต่อศาลแล้ว และศาลพิพากษาว่าจำเลยได้กระทำความผิดจึงจะริบทรัพย์สินนั้นได้ อันถือเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) เพราะธนบัตรดังกล่าวมิใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ซึ่งจะเห็นได้ถึงข้อแตกต่างอย่างชัดเจนกับมาตรา 33(2) ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังมิได้ฟ้องจำเลยถึงการกระทำดังกล่าวในครั้งก่อนโดยตรง กรณีเพียงแต่การกล่าวอ้างพาดพึงถึงว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการขายเมทแอมเฟตามีนไปก่อนหน้านี้ จึงยังไม่เป็นการเพียงพอตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 18(5) และ 33(2) แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลงโทษจำเลยด้วยการริบทรัพย์สินตามที่ได้วินิจฉัยมา และแม้ว่าจำเลยจะได้ให้การรับสารภาพในคดีนี้ก็ตาม ศาลก็ไม่อาจริบธนบัตรของกลางจำนวน 2,900 บาท ดังกล่าวได้พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย - นางสาว รัชนีพร มีแก้ว - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 18 (5), ม. 32, ม. 33
- องค์คณะ
- ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา