ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง
ฎีกาที่ 1459/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
อุทธรณ์ของจำเลยโต้เถียงว่าที่พิพาททั้งหมดมิใช่ทรัพย์มรดกหากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์จำเลยย่อมได้รับผลตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งคดีจึงเป็นคดีที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์พิพาทคือ54,000บาทโดยไม่แยกทุนทรัพย์ตามที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้องเมื่อที่พิพาทมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาทจึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองที่พิพาทตามส่วนของตนตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1553(ที่ถูกเป็น 2553) ตำบลดอนมัน อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมาให้โจทก์ทั้งสามตามส่วนภายใน 30 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด หากไม่ไปขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่พิพาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทตามส่วนของตนที่ได้รับส่วนแบ่งตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1553 (ที่ถูกเป็น 2553) ตำบลดอนมันอำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา ให้โจทก์ทั้งสามตามส่วนภายใน 30 วัน นับแต่คดีถึงที่สุด หากไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายก อุทธรณ์ จำเลยจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นของนายดำ กิ่งคำ นายดำมิได้ยกที่พิพาทให้แก่นางหนู กิ่งคำมารดาจำเลย เพียงแต่มอบที่พิพาทให้นางหนูยึดถือไว้และครอบครองแทนจนกระทั่งนางหนูถึงแก่กรรมเท่านั้น นางหนูไม่ได้สิทธิครอบครองในที่พิพาท และเมื่อปี 2521 ได้มีการแบ่งที่พิพาทออกเป็น 4 แปลง ตามแผนที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2โจทก์ทั้งสามต่างเข้าครอบครองตามส่วนของตนแล้ว จำเลยจึงต้องจดทะเบียนแบ่งแยกที่พิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามตามส่วน คิดเป็นที่ดินรวมกันเนื้อที่ 18 ไร่ 80 ตารางวา ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2553 ตำบลดอนมัน อำเภอประทายจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโจทก์ตีราคามาในคำฟ้องเป็นเงิน 54,000 บาทจำเลยอุทธรณ์ว่า ที่พิพาททั้งหมดเป็นของนางหนูมารดาจำเลยโดยนางหนูได้รับที่พิพาทมาจากนายดำบิดาในฐานะเป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูจนกระทั่งนายดำถึงแก่กรรมและนางหนูได้ครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนตลอดมาจนถึงแก่กรรม เมื่อนางหนูถึงแก่กรรมแล้วจำเลยได้ครอบครองตลอดมาจนปัจจุบัน ขอให้ยกฟ้อง ดังนี้อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่าที่พิพาททั้งหมดมิใช่ทรัพย์มรดก หากข้อเท็จจริงเป็นดังที่จำเลยอุทธรณ์ จำเลยย่อมได้รับผลตามข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งคดี จึงเป็นคดีที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ตามราคาทรัพย์พิพาทคือ 54,000 บาท โดยไม่แยกทุนทรัพย์ตามที่โจทก์แต่ละคนเรียกร้อง เมื่อที่พิพาทมีราคาเกินกว่าห้าหมื่นบาท จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาย ผัน ปัญญาสิทธิ์ กับพวก
จำเลย - นาง เฉลียว สียางนอกหรือศรียางนอก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 190, ม. 224 วรรคแรก
- องค์คณะ
- จรัญ หัตถกรรม
นาม ยิ้มแย้ม
เหล็ก ไทรวิจิตร
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา