ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 อาญา
ฎีกาที่ 15/2535
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ส. พยานโจทก์เบิกความว่า พยานไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำผิดภรรยาของผู้เสียหายบังคับให้พยานไปให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าพยานกับจำเลยเป็นผู้กระทำผิด พยานจึงให้การไปเช่นนั้น โดยพนักงานสอบสวนรับว่าจะกันพยานไว้เป็นพยาน ขณะเกิดเหตุพยานเป็นลูกจ้าง ผู้เสียหายและ ร. พี่สาวผู้เสียหายเป็นผู้พาพยานไปให้การต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นไปได้ว่าพยานอาจถูกบังคับให้ไปให้การจริง คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนจึงไม่น่าเชื่อถือ ส่วนคำเบิกความในชั้นศาลนั้นพยานเบิกความหลังจากลาออกจากงานที่อู่ของผู้เสียหายแล้วฝ่ายผู้เสียหายจึงไม่อาจบังคับพยานได้อีกต่อไป น่าเชื่อว่าพยานได้เบิกความไปตามความจริง คำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนัก คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลย เป็นเพียงพยานบอกเล่าเมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน ลำพังแต่เพียงคำให้การรับสารภาพดังกล่าว ไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้อง.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลบยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358 จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจุบกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าวันเกิดเหตุมีผู้ใช้แก๊สดัดเหล็กดัดทำลายเหล็กยึดโครงแม่แบบสำหรับต่อตัวถังรถยนต์แวนของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้โครงแม่แบบเสียหายใช้การไม่ได้ มีปัญหาว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายสุชาติ โพธิพิพิธ เป็นประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความว่าพยานไม่ทราบว่าใครเป็นคนตัดเหล็กยึดโครงแม่แบบของอู่เจริญชัยภรรยาขจองเถ้าแก่ของอู่บังคับให้พยานไปให้การพนักงานสอบสวนว่าพยานกับจำเลยเป็นดัดเหล็กยึดโครงแม่แบบ พยานจึงไปให้การเช่นนั้นโดยพนักงานสอบสวนรับว่าจะกันพยานไว้เป็นพยาน ศาลฎีกาเห็นว่าขณะเกิดเหตุพยานเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ทั้งได้ความจากพยานว่านางรัตติยาพี่สาวผู้เสียหายเป็นผู้พาพยานไปให้การต่อพนักงานสอบสวนจึงมีทางเป็นไปได้ว่าพยานอาจถูกบังคับให้ไปให้การจริง คำให้การของพยานในชั้นสอบสวนจึงไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นความจริง ส่วนคำเบิกความของพยานนั้น พยานมาเบิกความหลังจากลาออกจากงานที่อู่ของผู้เสียหายแล้ว ทางฝ่ายผู้เสียหายจึงไม่อาจบังคับพยานได้อีกต่อไป จึงน่าเชื่อว่าพยานได้เบิกความไปตามความเป็นจริง คำเบิกความของพยานจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าพยานไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ตัดเหล็กยึดโครงแม่แบบของผู้เสียหาย ส่วนข้อที่โจทก์นำสืบว่าชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพตามเอกสารหมาย จ.2 นั้น จำเลยก็นำสืบโต้แย้งว่าจำเลยไม่ได้ให้การรับสารภาพเจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยลงชขื่อในบันทึกโดยไม่ได้อ่านให้จำเลยฟัง อย่างไรก็ตามคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนลำพังแต่เพียงคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลย จึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดตามฟ้อง"พิพากษายืน.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด กาญจนบุรี
จำเลย - นาย ชินบุตร ดาวเจริญพร - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 358
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 227 - องค์คณะ
- ประพัฒน์ อุชุภาพ
บุญส่ง วรรณกลาง
สะสม สิริเจริญสุข
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา