ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 อาญา
ฎีกาที่ 1500/2536
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยเพียงแต่หลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยจะช่วยติดต่อให้เข้าทำงานเป็นสารวัตรทหารได้โดยไม่ต้องสอบเท่านั้น ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยไปไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้เงินจำเลยไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้ข้าราชการทหารคนใดกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่ จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายใช้ให้ผู้ใดกระทำผิดกฎหมายผู้เสียหายจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีได้ ผู้เสียหายและจำเลยได้ทำบันทึกกันไว้ ถ้าจำเลยนำเงินมาคืนผู้เสียหายภายในกำหนด ผู้เสียหายก็จะไม่เอาเรื่องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไขที่ให้จำเลยชำระเงินคืนผู้เสียหายเสียก่อน ผู้เสียหายจึงจะไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยแต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้ชำระเงินคืนแก่ผู้เสียหายจึงมิใช่เป็นการยอมความ
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอื่นจำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน40,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอื่นจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า นายวรรณชัยเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายมีสิทธิร้องทุกข์ในคดีนี้หรือไม่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยเพียงแต่หลอกลวงนายวรรณชัยว่าจำเลยจะช่วยติดต่อให้นายวรรณชัยเข้าทำงานเป็นสารวัตรทหารได้โดยไม่ต้องสอบเท่านั้น นายวรรณชัยหลงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลยไป ไม่ปรากฏว่านายวรรณชัยให้เงินจำเลยไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้ข้าราชการทหารคนใดกระทำการอย่างใดอันมิชอบด้วยหน้าที่จึงถือไม่ได้ว่าผู้เสียหายใช้ให้ผู้ใดกระทำผิดกฎหมาย นายวรรณชัยจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีนี้ได้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นคดีนี้ระงับไปเพราะการยอมความโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายและจำเลยได้ทำบันทึกกันไว้เป็นใจความว่า ถ้าจำเลยนำเงินมาคืนผู้เสียหายภายในกำหนด ผู้เสียหายก็จะไม่เอาเรื่องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา จึงมิใช่เป็นการยอมความกันโดยผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการยอมความโดยมีเงื่อนไขที่ให้จำเลยชำระเงินคืนผู้เสียหายเสียก่อน ผู้เสียหายจึงจะไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย การยอมความในลักษณะเช่นนี้จะมีผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปต่อเมื่อจำเลยชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้ชำระเงินคืนแก่ผู้เสียหายจึงมิใช่เป็นการยอมความที่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปพิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ ประจำศาล แขวง ลำปาง
จำเลย - นาย ปกาศิต หลิบนุกูล - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 144, ม. 341
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 2 (4), ม. 39 (2) - องค์คณะ
- เธียรไท สุนทรนันท
นำชัย สุนทรพินิจกิจ
สุชาติ สุขสุมิตร
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา