ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 แพ่ง

ฎีกาที่ 1604/2536

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การนำสืบถึงมูลหนี้เดิมอันเป็นที่มาแห่งหนี้ตามฟ้องเป็นการนำสืบตามประเด็นแห่งคดีหาเป็นการนำสืบนอกประเด็นไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 แม้การกู้ยืมเงินขาดหลักฐานตามกฎหมายก็เพียงต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีเอากับจำเลยที่ 1 เท่านั้นเมื่อหนี้การกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีอยู่จริงและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ย่อมมีการจำนองเป็นประกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 707 และ 681 เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ โจทก์ย่อมบังคับเอากับผู้จำนองได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 1,500,000บาท โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำที่ดิน รวม 4 โฉนดมาจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อประกันโดยรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันนำต้นเงิน 700,000 บาท มาชำระให้โจทก์โดยยังไม่มีการคิดดอกเบี้ย จำเลยทั้งสามยังคงต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงิน 800,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินต้นที่ค้าง 800,000 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เงินต้นที่ค้าง 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้อง หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดหากยังไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินรวม 4 โฉนดตามฟ้องไปจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะกู้เงินโจทก์หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเงิน700,000 บาทไปไถ่จำนองที่ดินจากโจทก์ออกมา 1 แปลง ต่อมา ทราบจากจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมและรับเงิน 1,500,000 บาทตามฟ้องไปจากโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ขอให้พิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันใช้เงิน800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ไม่ชำระหนี้ให้บังคับจำนองนำที่ดินออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนกว่าจะครบจำนวน ให้ยกฟ้องโจทก์เฉพาะที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ภายในบทบัญญัติแห่งอายุความ คำขออื่นให้ยกจำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3ว่าการที่โจทก์นำสืบว่าการยืมเงินมีมูลหนี้เดิมมาจากการซื้อขายรถยนต์เมอร์ซีเดสเบ้นซ์เป็นการนำสืบนอกประเด็นหรือไม่ และจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ พิเคราะห์แล้วสำหรับปัญหาที่ว่าโจทก์นำสืบว่าการยืมเงินมีมูลหนี้เดิมมาจากการซื้อขายรถยนต์เมอร์ซีเดสเบ้นซ์เป็นการนำสืบนอกประเด็นหรือไม่นั้นเห็นว่า การนำสืบถึงหนี้ตามฟ้องโจทก์ย่อมต้องสืบถึงที่มาแห่งหนี้โดยละเอียดว่าหนี้นั้นมีมูลมาอย่างไร การนำสืบของโจทก์ว่าการยืมมีมูลหนี้เดิมมาจากการซื้อขายรถยนต์เมอร์ซีเดสเบ้นซ์ จึงเป็นการนำสืบตามประเด็นแห่งคดี หาเป็นการนำสืบนอกประเด็นดังจำเลยทั้งสองฎีกาไม่ ส่วนปัญหาที่ว่าจำเลยทั้งสองจะรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาจำนองหรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วว่าการยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีอยู่จริงและสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว เพียงแต่ขาดหลักฐานแห่งการกู้ยืมตามกฎหมายห้ามมิให้ฟ้องร้องบังคับคดีเอากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น แต่หนี้ดังกล่าวย่อมมีการจำนองเป็นประกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 707 และ 681 โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญายืมย่อมบังคับเอากับผู้จำนองได้"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย สุมิตร หล่อกิติยะกุล
จำเลย - นาย ประพนธ์ สถิตพันธ์เวชา กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 681, ม. 707
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 86, ม. 249
องค์คณะ
วิทวัส อยู่วัฒนา
ไพศาล รางชางกูร
ประสิทธิ์ แสนศิริ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา