ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 1652/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 14 แล้วจำเลยอุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย จำเลยจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างเป็น 3 ช่วง คือ10-11.10 นาฬิกา 12.15-16 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาแม้เวลาพักช่วง 10-10.10 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาจะเป็นการพักน้อยกว่าครั้งละ 20 นาที ไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคสองแต่เวลาทั้งสองช่วงดังกล่าวจำเลยกำหนดไว้ให้ลูกจ้างได้หยุดพักและอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน จึงต้องนับเป็นเวลาพักด้วย เมื่อรวมกับเวลาพักช่วง 12.15-13 นาฬิกา แล้วจำเลยกำหนดเวลาพักให้โจทก์แต่ละคนวันละ 1 ชั่วโมง 5 นาทีไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ 6 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่จำเลยกำหนดเวลาพักไม่ถูกต้อง ก็หาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดให้โจทก์เรียกค่าจ้างเพราะเหตุดังกล่าวได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามสำนวนฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามเป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามเข้าทำงานเป็นกะหมุนเวียนกันไป พนักงานที่ทำงานภายในเวลา 8 ชั่วโมง จำเลยให้พักเพียงวันละ 45 นาทีซึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานจะต้องให้โจทก์พักอย่างน้อยวันละ1 ชั่วโมง จึงขาดไปวันละ 15 นาที ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2534ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2536 จำเลยยังค้างค่าจ้างระหว่างพักงานโจทก์อยู่วันละ 15 นาทีคิดเป็นเงินตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคนและจำเลยยังค้างค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์แต่ละคนตามคำขอท้ายฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์แต่ละคนตามคำขอท้ายฟ้องจำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามสำนวนให้การว่า จำเลยจัดให้พวกโจทก์และลูกจ้างของจำเลยทั้งหมดมีเวลาพักคนละ 65 นาทีทุกวัน ตามประกาศฉบับที่ 1/2534 ลูกจ้างทั้งหมดของจำเลยรวมทั้งพวกโจทก์ได้ยึดถือปฏิบัติตามโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านจำเลยจัดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามครบถ้วนตามกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้องวันนัดสืบพยานโจทก์ คู่ความแถลงรับกันว่า ก่อนเดือนพฤษภาคม2534 เวลาทำงานปกติของจำเลยคือ 8-17 นาฬิกา เวลาพัก 10-10.10นาฬิกา 12-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกา ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2534 มีการย้ายโรงงานของจำเลยจากอำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ ไปอยู่ที่อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อให้มีเวลาสำหรับการเดินทางไปทำงานที่ใหม่ จำเลยจึงเปลี่ยนเวลาทำงานปกติเป็น 8.30-17.15 นาฬิกา กับเปลี่ยนเวลาพักเป็น10-10.10 นาฬิกา 12.15-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาต่อมาสภาพแรงงานเอ.พี.เนชั่นแนล ได้ไปร้องต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทราว่า จำเลยเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง ในที่สุดมีการตกลงกันว่าจำเลยตกลงจ่ายค่าตอบแทนน้ำใจเพื่อให้แก่พนักงานทุกคนเป็นรายเดือนเดือนละ 55 บาท และคู่ความแถลงขอสละประเด็นข้อพิพาทข้ออื่นทั้งหมดโดยให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2536โจทก์แต่ละคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน 15 นาที หรือไม่ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ระหว่างวันที่ 28 กันยายน 2534 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2536 จำเลยกำหนดเวลาทำงานปกติตั้งแต่ 8.30-17.15 นาฬิกา เวลาพัก 10-10.10 นาฬิกา12.15-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกา แม้รวมเวลาพักแล้วจะเกิน 1 ชั่วโมง แต่มิใช่เป็นการจัดให้โจทก์แต่ละคนมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ก็มิได้เป็นข้อตกลงล่วงหน้าและยังเป็นข้อตกลงที่กำหนดให้การพักแต่ละครั้งต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20 นาที อีกทั้งงานของจำเลยมิใช่เป็นงานฉุกเฉินโดยจะหยุดเสียมิได้ โจทก์แต่ละคนจึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างระหว่างพักงาน 15 นาที สำหรับโจทก์ที่ 14 ลาออกตั้งแต่ปี 2534 โจทก์ที่ 14จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างให้แก่โจทก์แต่ละคนดังต่อไปนี้ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,950 บาท ฯลฯโจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 1,873 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 1,691 บาท ฯลฯโจทก์ที่ 62 เป็นเงิน 994 บาท โจทก์ที่ 64 เป็นเงิน 1,621 บาท ฯลฯโจทก์ที่ 164 เป็นเงิน 1,622 บาท คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยหกสิบสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 14 ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง และระบุในท้ายคำพิพากษาว่าคำขออื่นให้ยกแสดงว่าศาลแรงงานกลางได้พิพากษายกฟ้องของโจทก์ที่ 14 จำเลยอุทธรณ์รวมมาขอให้ศาลฎีกายกฟ้องโจทก์ทั้งหมดดังนี้ อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงมิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยสำหรับโจทก์ที่ 14 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยจึงคงมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยสำหรับคดีของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13 โจทก์ที่ 15 ถึงที่ 62 และโจทก์ที่ 64ถึงที่ 164 ว่าโจทก์ดังกล่าวมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างสำหรับเวลาพักที่จำเลยกำหนดไว้ระหว่างเวลาทำงานปกติ 8.30-17.15 นาฬิกาวันละ 15 นาที หรือไม่ ปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่าจำเลยจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างเป็น 3 ช่วงคือ 10-10.10 นาฬิกา 12.15-13 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาเห็นว่า แม้เวลาพักช่วง 10-10.10 นาฬิกา และ 15-15.10 นาฬิกาจะเป็นการพักน้อยกว่าครั้งละ 20 นาที ไม่ชอบด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคสองแต่เวลาที่กำหนดไว้ทั้งสองช่วงดังกล่าวจำเลยกำหนดไว้ให้ลูกจ้างได้หยุดพักและอยู่ในระหว่างเวลาทำงาน จึงต้องนับเป็นเวลาพักด้วยซึ่งเมื่อรวมกับเวลาพักช่วงระหว่าง 12.15-13 นาฬิกา แล้วจำเลยกำหนดเวลาพักให้แก่โจทก์แต่ละคนวันละ 1 ชั่วโมง 5 นาทีซึ่งเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 วรรคแรก กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์มีเวลาพักเพียงวันละ 45 นาที ดังที่โจทก์อ้างมาในฟ้องทั้งการที่จำเลยกำหนดเวลาพักไม่ถูกต้องดังกล่าวข้างต้นก็หาได้มีบทบัญญัติใดกำหนดให้โจทก์เรียกค่าจ้างเพราะเหตุดังกล่าวได้กรณีมิใช่การกำหนดเวลาพักน้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง อันจะถือว่าจำเลยให้โจทก์ทำงานเกินกว่าเวลาทำงานปกติในแต่ละวันวันละ 15 นาทีพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 13โจทก์ที่ 15 ถึงที่ 62 และโจทก์ที่ 64 ถึงที่ 164 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย พรชัย สิง หา กับพวก
จำเลย - บริษัท เอ.พี.เนชั่นแนล อีเล็คทริค จำกัด
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 225
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 — ม. 31
ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน
องค์คณะ
ชลอ บุณยเนตร
ชลิต ประไพศาล
พรชัย สมรรถเวช

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา