ฎีกา ปี พ.ศ. 2546 แพ่ง
ฎีกาที่ 1669/2546
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวม โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามมาตรา 117 ถึงมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ส่วนที่มาตรา 124 บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน เพื่อรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่ร่วมลงทุนในกองทุนรวม มาตรา 124 วรรคสอง ส่วนสุดท้ายก็บัญญัติสอดคล้องกับมาตรา 125 โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ไถ่ถอนหุ้นกู้ที่โจทก์ซื้อจากจำเลยได้ ไม่ต้องให้กองทุนรวมฟ้องเอง การที่บริษัทจำเลยซึ่งเป็นผู้ขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิแก่โจทก์จะบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ในหุ้นกู้ด้อยสิทธิกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญหรือไม่เพียงใด เป็นคนละเรื่องคนละตอนกันเมื่อจำเลยถูกระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชีตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวน ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 26 ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ จำเลยกลับเพิกเฉย ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว แม้จำเลยยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สามัญก็ตาม พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5ที่บัญญัติว่านับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทถูกระงับการดำเนินกิจการตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้นั้นเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าวแต่ได้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทกิจการจัดการกองทุนรวม โจทก์ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มพูนทรัพย์ปันผลและกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล เป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โจทก์จึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนกองทุนรวมดังกล่าว จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ เมื่อปี 2536 จำเลยได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดทรัพย์ให้เสนอขายหุ้นกู้ของจำเลยประเภทไม่มีหลักประกันจำนวน 1,000,000 หน่วย มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ1,000 บาท รวมมูลค่าของหุ้นกู้ที่เสนอขายเป็นเงิน 1,000,000 บาท กำหนดอายุของหุ้นกู้เป็นเวลา 5 ปี 1 เดือน นับตั้งแต่วันออกหุ้นกู้ คือวันที่ 29 ธันวาคม 2536 จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ในอัตราคงที่ร้อยละ 3.75 ต่อปี ตลอดอายุหุ้นกู้ มีกำหนดชำระดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง คือในวันที่ 29 มกราคม และในวันที่ 29 กรกฎาคม ทุกปีครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้วันที่ 29 มกราคม 2542 เว้นแต่ในกรณีที่จำเลยได้ยอมรับเป็นลายลักษณ์อักษรว่าไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนด เลิกกิจการ หรือไม่สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือมีการชำระบัญชีเพื่อเลิกกิจการ มีสิทธิเรียกให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2537 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 จำนวน 15,000 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 15,000,000 บาท เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2538 วันที่ 8 กุมภาพันธ์2538 และวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี จำนวน 56,920 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 56,920,000บาท เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 วันที่ 19 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 23 พฤษภาคม2538 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี จำนวน 25,000หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 25,000,000 บาท เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2539โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล จำนวน10,000 หน่วยรวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 10,000,000 บาท เมื่อวันที่ 12พฤศจิกายน 2539 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินพูนทรัพย์ปันผล จำนวน 5,000 หน่วยรวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 5,000,000 บาทและเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ของจำเลยในนามกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล จำนวน 14,000 หน่วย รวมจำนวนเงินตามมูลค่าที่ตราไว้ 14,000,000 บาท รวมมูลค่าที่ตราไว้ทั้งหมด 125,920,000 บาท ต่อมาเมื่อวันที่26 มิถุนายน 2540 จำเลยได้รับคำสั่งจากกระทรวงการคลังให้ระงับการดำเนินกิจการและให้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่กระทรวงการคลังพิจารณา จำเลยได้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยงวดประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำเลยได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาชี้แจงฐานะของจำเลย ถือว่าจำเลยได้กระทำการอันมีลักษณะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดได้เมื่อวันที่ 10พฤศจิกายน 2540 โจทก์จึงมีสิทธิบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดก่อนครบกำหนด แต่จำเลยเพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย อันเป็นผลให้จำเลยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยจึงอยู่ในฐานะต้องปิดกิจการเป็นการถาวร จำเลยมีหน้าที่ต้องทำการไถ่ถอนหุ้นกู้ทั้งหมดคืนจากโจทก์ โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมไถ่ถอน จำเลยมีหน้าที่จะต้องชำระต้นเงินจำนวน 125,920,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างในอัตราร้อยละ3.75 ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยงวดประจำวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 คำนวณตั้งแต่วันที่ 29มกราคม 2540 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดชำระหนี้ตามที่ให้โจทก์แจ้งการไถ่ถอนเป็นเงิน 3,894,032.88 บาท และจำเลยมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 125,920,000 บาท นับแต่วันที่ 26พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันผิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,345,446.58 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 131,159,479.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 125,920,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,920,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2540 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง มิให้เกิน 5,239,479.46 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 125,920,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 30มกราคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทจัดการกองทุนรวมและได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ให้จัดตั้งกองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวี 2 กองทุนรวมไทยพาณิชย์ทุนทวีกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ธนทวี กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินเพิ่มทรัพย์ปันผล กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินพูนทรัพย์ปันผล และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์สินทวีทรัพย์ปันผล ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.7 จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพาณิชย์ตามเอกสารหมาย จ.11 เมื่อเดือนธันวาคม2536 จำเลยได้ออกหุ้นกู้ชื่อ หุ้นกู้ จี เอฟ ชาร์ป วัน จำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 1,000 บาท รวมมูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายเป็นเงิน 1,000,000,000 บาท ในการออกหุ้นกู้ดังกล่าวต้องปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตามเอกสารหมาย จ.12จำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขายหุ้นกู้ตามเอกสารหมาย จ.13 ออกหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิตามเอกสารหมาย จ.14 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิตามเอกสารหมาย จ.14 โจทก์ได้ซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิของจำเลยในนามกองทุนต่าง ๆ ทั้ง 6กองทุนรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 125,920,000 บาท ตามสำเนาใบหุ้นกู้เอกสารหมาย จ.15ถึง จ.20 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2540 กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวให้จำเลยส่งแผนฟื้นฟูกิจการต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อพิจารณาว่าจะให้จำเลยดำเนินกิจการต่อไปหรือไม่ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 จำเลยได้จัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ในรายงานการประชุมแสดงงานของจำเลยว่าจำเลยไม่สามารถชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ได้ตามสำเนารายงานประชุมเอกสารหมาย จ.21 และต่อมาในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 คณะกรรมการ ปรส. ไม่ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลย จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี ซึ่งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการ ปรส. รายงานรัฐมนตรีทราบ และให้คณะกรรมการ ปรส. มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนมีอำนาจเข้าดำเนินการแทนบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้ทุกประการและทำการชำระบัญชีบริษัทคดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ หรือกองทุนรวมซึ่งมีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากไปจากโจทก์จะต้องเป็นผู้ฟ้องคดีเอง เห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งกองทุนรวมในโครงการใดแล้ว โจทก์จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและวิธีการจัดการกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในเรื่องจัดการกองทุนรวมตั้งแต่มาตรา 117 ถึงมาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เช่น ตามมาตรา 122 ก่อนโจทก์จะเสนอขายหน่วยลงทุนต่อประชาชน โจทก์จะต้องจัดให้มีผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวมตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 121 แต่ผู้ดูแลผลประโยชน์ดังกล่าวมีหน้าที่เพียงเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนซึ่งเป็นประชาชนเท่านั้น มิได้มีอำนาจในการจัดการกองทุนแต่ประการใด ดังที่มาตรา 127(1) และ (5) ได้บัญญัติให้ผู้ดูแลผลประโยชน์ดูแลให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามมาตรา 125 โดยเคร่งครัด และดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีให้บริษัทหลักทรัพย์ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน หรือฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากบริษัทหลักทรัพย์ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนทั้งปวงหรือเมื่อได้รับคำสั่งจากสำนักงาน ก.ล.ต. มาตรา 124 วรรคสอง บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์นำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนตามโครงการจัดการทุนรวมตามที่ได้รับอนุมัติ โดยให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมทั้งมาตรา 125(1) และ (6)ยังได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ในการจัดการกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ต้องดำเนินการจัดการให้เป็นไปตามโครงการจัดการกองทุนรวมที่ได้รับอนุมัติ ตลอดจนข้อผูกพันที่ทำไว้กับผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างเคร่งครัด กับจัดให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการนำทรัพย์สินของกองทุนรวมไปลงทุนและนำผลประโยชน์ดังกล่าวฝากไว้กับผู้ดูแลผลประโยชน์ ส่วนที่มาตรา 124 บัญญัติให้กองทุนรวมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคลนั้น ก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนรวมนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเองได้และเป็นการแยกทรัพย์สินของกองทุนรวมออกจากทรัพย์สินของบริษัทหลักทรัพย์โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน เพื่อรักษาคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนที่ร่วมลงทุนในกองทุนรวมมาตรา 124 วรรคสอง ส่วนสุดท้ายก็บัญญัติสอดคล้องกับมาตรา 125ดังกล่าวข้างต้นว่า ให้บริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของกองทุนรวมโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์จะมีสิทธิฟ้องจำเลยต่อเมื่อเจ้าหนี้สามัญได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเสียก่อน เพราะหุ้นกู้ของโจทก์เป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิ การบังคับชำระหนี้ต้องเป็นไปตามหนังสือชี้ชวนเอกสารหมาย จ.14 บริษัทจำเลยยังอยู่ในระหว่างชำระบัญชี ยังไม่มีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้สามัญ ข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยยังไม่เกิด และมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 และพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541เห็นว่า การบังคับให้เป็นไปตามสิทธิเรียกร้องกับการจะได้รับชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องก่อนเจ้าหนี้อื่นหรือไม่เพียงใดเป็นคนละเรื่องคนละตอน เช่นสิทธิฟ้องร้องของเจ้าหนี้อาจจะเกิดขึ้นแล้ว แต่การจะบังคับเอากับทรัพย์สินใด หากทรัพย์สินนั้นตกอยู่ในบุริมสิทธิที่เจ้าหนี้อื่นจะได้รับชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้สามัญก็ย่อมจะได้รับชำระหนี้ในภายหลังเป็นขั้นตอนในชั้นบังคับคดี เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า บริษัทจำเลยถูกกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว และแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยมิได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยจึงต้องเลิกกิจการและชำระบัญชี ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ได้ตามเงื่อนไขในหนังสือชี้ชวนเอกสารหมาย จ.14 ข้อ 2.3.2 (ก) และ (ข)ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 26 บัญญัติแต่เพียงห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการปรส. เท่านั้น เมื่อโจทก์ได้มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.23 ให้จำเลยไถ่ถอนหุ้นกู้ตามสิทธิของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือแล้วกลับเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5บัญญัติว่านับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับดอกเบี้ยหรือค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทถูกระงับการดำเนินกิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้นั้น เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดำเนินการและชำระบัญชีที่คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) แต่งตั้งตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 โดยขอรับชำระหนี้ตามประกาศคณะกรรมการองค์การ ปรส. เรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อกรณีของโจทก์ ในคดีนี้ไม่ใช่กรณียื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการดังกล่าว แต่เป็นกรณีเจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อนวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับ โจทก์จึงยังคงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับต่อไปได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมไทยพาณิชย์ จำกัด
จำเลย - บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ จี เอฟ จำกัด (มหาชน - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 55
พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 — ม. 30
พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 — ม. 5
พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 — ม. 124, ม. 125 - องค์คณะ
- ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา