ฎีกา ปี พ.ศ. 2543 แพ่ง
ฎีกาที่ 1714/2543
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีโดยแนบสำเนาคำฟ้องของศาลชั้นต้นตามที่จำเลยอ้างเป็นเหตุขอให้งดการบังคับคดีมาท้ายคำร้อง เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สมควรให้งดการบังคับคดี ก็มีอำนาจยกคำร้องโดยไม่ต้องทำการไต่สวนก่อน อันเป็นการใช้ดุลพินิจออกคำสั่งเรื่องการ งดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคสาม ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 และ มีผลใช้บังคับก่อนเวลาที่จำเลยยื่นฎีกา บัญญัติให้คำสั่งของศาลชั้นต้น ตามมาตรา 293 นี้เป็นที่สุด จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2539ให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินรวม 30,000,000บาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2526จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลย เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ในข้อหาร่วมกับบุคคลอื่นทำละเมิดต่อจำเลย เรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000,000 บาทเศษ ตามคดีหมายเลขดำที่ 4365/2541 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ระหว่างพิจารณา หากจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีดังกล่าวจะหักกลบลบหนี้กันได้ โดยไม่ต้องมีการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินของจำเลยด้วยวิธีอื่น และการงดการบังคับคดีไว้ไม่น่าจะเป็นที่เสียหายแก่โจทก์ ขอให้มีคำสั่งงดการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่สมควรให้งดการบังคับคดี ยกคำร้องจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นต้องไต่สวนคำร้อง ขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยเสียก่อนจึงจะมีคำสั่งได้ และคำร้องขอให้งดการบังคับคดีของจำเลยมีเหตุรับฟังได้ว่าหากมีการไต่สวนคำร้องแล้วจะปรากฏข้อเท็จจริง อันเป็นเหตุให้งดการบังคับคดีได้ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดีโดยแนบสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 4365/2541 ของศาลชั้นต้นตามที่จำเลยอ้างเป็นเหตุขอให้งดการบังคับคดีมาท้ายคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่สมควรให้งดการบังคับคดี เป็นการใช้ดุลพินิจออกคำสั่งเรื่องการงดการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 แม้จะมีการไต่สวนคำร้อง จำเลยก็ไม่สามารถอ้างข้อเท็จจริงอื่นนอกเหนือจากคำร้องมาไต่สวนได้ การที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยก็เพื่อให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ให้งดการบังคับคดี จึงเป็นฎีกาคัดค้านดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่เห็นว่าไม่สมควรให้งดการบังคับคดี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 293 วรรคสาม ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2542 และมีผลใช้บังคับก่อนเวลาที่จำเลยยื่นฎีกา บัญญัติให้คำสั่งของศาลชั้นต้นตามมาตรา 293 นี้เป็นที่สุดจำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านต่อไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้พิพากษายกฎีกาจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลย
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด
จำเลย - นาง ชวนศรีหรือหทัยจิต วีระรัตน์หรือโกศลนาวิน - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 21 (4), ม. 223, ม. 247, ม. 293
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 18) พ.ศ.2542 — ม. 11 - องค์คณะ
- สมศักดิ์ เนตรมัย
ระพินทร บรรจงศิลป
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา