ฎีกา ปี พ.ศ. 2569 อาญา
ฎีกาที่ 1725/2569
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยทั้งสามมีความไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ไม่จอดรถจักรยานยนต์เพื่อพูดคุยกับจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ร่วมตะโกนตำหนิจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัขที่เคยไล่กัดโจทก์ร่วมมาก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จึงขับรถกระบะติดตามไปทันทีเพราะอยากหาเรื่องโจทก์ร่วม โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 เจตนาขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมอย่างรุนแรง จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมอาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วม จากนั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะได้หยิบอาวุธปืนส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และการที่หลังจากรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่บริเวณกระบะท้ายรถกระบะตะโกนว่า เอามันให้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ด้วยการยุยงส่งเสริมและผู้ถูกยุยงส่งเสริมได้กระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 84 แต่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างมากย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การตะโกนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน และเมื่อความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนเป็นความผิดลหุโทษซึ่ง ป.อ. มาตรา 106 บัญญัติว่า ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 รถกระบะและอาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการกระทำความผิด สมควรริบตาม ป.อ. มาตรา 33 (1)
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ ริบอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์และรถกระบะของกลาง
จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นายวัฒนชัย ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนความผิดฐานอื่นเป็นความผิดต่อรัฐ จึงไม่อนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 400,350 บาท พร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสามตกลงกันได้ โจทก์ร่วมแถลงถอนคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 เดือน จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 3 เดือน จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 14 เดือน ริบของกลาง
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 6 ปี 11 เดือน ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 5 เดือน 10 วัน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 9 เดือน 10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ยุติไปตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมไม่พอใจที่สุนัขของจำเลยที่ 3 ไล่กัดโจทก์ร่วมและตะโกนตำหนิจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของสุนัข และเมื่อโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ผ่านบ้านของจำเลยที่ 3 อีกครั้ง มีคนเรียกให้โจทก์ร่วมจอดรถจักรยานยนต์ แต่โจทก์ร่วมไม่จอดรถจักรยานยนต์ ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสามได้พูดคุยกันเพื่อจะไปพูดคุยกับโจทก์ร่วมให้จบ จากนั้นจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งไปด้วยตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไป บ่งชี้ให้เห็นว่าขณะนั้นจำเลยทั้งสามมีความไม่พอใจโจทก์ร่วมที่ไม่จอดรถจักรยานยนต์เพื่อพูดคุยกับจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับสุนัขของจำเลยที่ 3 ครั้นเมื่อจำเลยที่ 1 และโจทก์ร่วมจอดรถกระบะของกลางและรถจักรยานยนต์ที่หน้าโรงงานแปรรูปสุกรแล้ว จำเลยที่ 3 ได้ลงจากรถกระบะของกลางไปพูดคุยกับโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ยอมพูดคุยด้วยอีกแล้วขับรถจักรยานยนต์ออกไป จึงเชื่อได้ว่า พฤติกรรมของโจทก์ร่วมดังกล่าวทำให้จำเลยทั้งสามมีความไม่พอใจโจทก์ร่วมเพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนี้พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 3 กระโดดขึ้นกระบะท้ายรถกระบะของกลางแทนที่จะเข้าไปนั่งในรถกระบะของกลางดังเดิมและจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปทันทีจึงเป็นเพราะอยากหาเรื่องโจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ถึงโค้งซึ่งเป็นถนนลาดยาง โจทก์ร่วมตัดสินใจเลี้ยวไปทางขวาเพื่อใช้ถนนลูกรังเนื่องจากเห็นว่าเป็นถนนขนาดเล็กและรถกระบะของกลางน่าจะไม่ตามมาอีกโดยโจทก์ร่วมต้องการขับรถจักรยานยนต์หนีรถกระบะของกลาง แสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ประสงค์ที่จะทะเลาะวิวาทกับจำเลยทั้งสาม ถนนที่เกิดเหตุเป็นถนนลูกรัง มีความกว้างเพียงพอที่จำเลยที่ 1 สามารถขับรถหลบหลีกรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมได้ ประกอบกับรายงานการตรวจเก็บวัตถุพยานระบุว่า พบรอยไถลบนถนนลูกรังระยะทางประมาณ 21.30 เมตร รถกระบะของกลางได้รับความเสียหายกระจังหน้ารถแตกและกันชนหน้ารถบุบยุบ ส่วนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมได้รับความเสียหายชุดไฟท้ายรถแตกและบังโคลนท้ายรถพลาสติกฉีกขาด ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายประกอบการตรวจสถานที่เกิดเหตุที่ถ่ายภาพหลังเกิดเหตุแล้ว บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมอย่างรุนแรงจนรถจักรยานยนต์ติดอยู่ใต้ท้องรถกระบะของกลางแล้วลากไปชนต้นไม้ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 เจตนาขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมมิใช่เกิดจากอุบัติเหตุหรือความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าแล้วยังขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมอย่างรุนแรงอีก จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์อาจถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว แม้บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่มืดโดยไม่มีไฟสาธารณะข้างถนนก็ตามแต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า ขณะโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์ได้เปิดไฟหน้ารถจักรยานยนต์ส่วนรถกระบะของกลางเปิดไฟหน้ารถเพื่อไล่ตามโจทก์ร่วม เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม ไฟหน้ารถกระบะของกลางย่อมสาดส่องไปยังรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วม ประกอบกับจำเลยที่ 1 มีเจตนาขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมจึงย่อมต้องมองรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมตลอดเวลาเมื่อถนนที่เกิดเหตุมีรอยไถลเป็นระยะทางประมาณ 21.30 เมตรด้วย เชื่อได้ว่าขณะรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมนั้น จำเลยที่ 1 เห็นว่าโจทก์ร่วมตกจากรถจักรยานยนต์บริเวณใดแล้ว ทั้งฎีกาจำเลยทั้งสามก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 เห็นโจทก์ร่วมกระเด็นไปทางขวา ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ร่วมตกจากรถจักรยานยนต์อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุบริเวณใด ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 เล็งอาวุธปืนและลั่นไก 1 นัด มาที่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงใช้อาวุธปืนยิงสวนกลับไปที่รถกระบะของกลาง ขณะนั้นโจทก์ร่วมนอนหมอบและศีรษะหันไปทางรถกระบะของกลางโดยยิงไป 1 นัด ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมโดยขับรถกระบะของกลางชนโจทก์ร่วมแล้ว เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 ได้รับอาวุธปืนของกลางมาจากจำเลยที่ 2 แล้วยิงอาวุธปืนนั้น เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ต้องยิงอาวุธปืนไปยังโจทก์ร่วมมิใช่ยิงขึ้นฟ้าดังที่จำเลยที่ 1 เบิกความ คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่กระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วมนั้น ฟังได้ว่าขณะที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมนั้น โจทก์ร่วมนอนหมอบกับพื้น กระสุนปืนจึงไม่ถูกโจทก์ร่วมซึ่งการที่จำเลยที่ 1 ยิงอาวุธปืนของกลางซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ไปยังบริเวณที่โจทก์ร่วมนอนหมอบกับพื้น จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจถูกโจทก์ร่วมได้จำเลยที่ 1 จึงมีเจตนาฆ่าโจทก์ร่วมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม แต่โจทก์ร่วมไม่ถึงแก่ความตาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ทั้งเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางติดตามรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมไปเพื่อหาเรื่องโจทก์ร่วมและจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายยิงโจทก์ร่วมก่อน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 สมัครใจที่จะทะเลาะวิวาทกับโจทก์ร่วม จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยที่ 2 หยิบอาวุธปืนของกลางส่งให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วม ถือว่าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะถือเอาการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าโจทก์ร่วม แต่เมื่อกระสุนปืนไม่ถูกโจทก์ร่วมจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าเสียงของใครที่พูดว่า เอามันให้ตาย ก็ตาม แต่โจทก์ร่วมเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูดว่าเอามันให้ตาย แต่ได้ยินมาจากท้ายรถกระบะที่จำเลยที่ 3 อยู่ท้ายรถกระบะ เมื่อจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 อยู่ที่กระบะท้ายรถกระบะของกลางแล้ว โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลอื่นอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 3 ด้วยพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ซึ่งอยู่ที่กระบะท้ายรถกระบะของกลาง เป็นคนพูดว่า เอามันให้ตาย แล้วจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นด้วยการยุยงส่งเสริมและผู้ถูกยุยงส่งเสริมได้กระทำความผิดนั้น การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อให้พวกของจำเลยที่ 3 กระทำความผิด แต่โจทก์กล่าวในฟ้องยืนยันว่าจำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จึงเป็นการแตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างมากย่อมลงโทษจำเลยที่ 3 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การตะโกนของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวยังถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษได้ จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดโดยลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนนั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน โดยต้องลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และเมื่อความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดลหุโทษซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 106 บัญญัติว่า ผู้สนับสนุนในความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ ศาลฎีกาจึงลงโทษจำเลยที่ 3 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนได้ โดยจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับโทษในความผิดฐานดังกล่าว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรริบอาวุธปืนและรถกระบะของกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ขับรถกระบะของกลางชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนของกลางยิงโจทก์ร่วม โดยเจตนาฆ่า รถกระบะและอาวุธปืนของกลาง จึงเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการกระทำความผิด จึงมีเหตุสมควรริบรถกระบะและอาวุธปืนของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 376 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 86 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดฉะเชิงเทรา
โจทก์ร่วม - นาย ว.
จำเลย - นาย พ. กับพวกรวม 3 คน - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 33 (1), ม. 59, ม. 80, ม. 83, ม. 84, ม. 86, ม. 106
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 192 วรรคสอง, ม. 195 วรรคสอง, ม. 225 - องค์คณะ
- เทพ อิงคสิทธิ์
ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ
จุมพล กล้าประเสริฐ - ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์
- ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นางฐิติรัตน์ สัญกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายอนุรัตน์ ฤกษ์วิชานันท์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา