ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 แพ่ง
ฎีกาที่ 1852/2535
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
การที่จำเลยที่ 2 สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์โดยผู้ร้องยินยอมและให้ผู้ร้องสามารถเบิกจ่ายจากบัญชีได้และจำนองทรัพย์พิพาทไว้แก่โจทก์ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 กับผู้ร้องร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อนำเงินมาลงทุนทำการค้าขายพืชไร่ร่วมกัน ถือว่าเป็นหนี้ร่วมอันเกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภรรยาทำด้วยกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490(3)จำเลยที่ 2 กับผู้ร้องต้องร่วมกันรับผิด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนของผู้ร้องจากทรัพย์พิพาท.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ย ศาลพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,955,609.92 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หากจำเลยทั้งสามผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีทันทีโดยยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาด ภายหลังจำเลยทั้งสามไม่ชำระโจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินน.ส.3 และที่ดินมีโฉนดโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 ระหว่างอยู่กินด้วยกันมีสินสมรสคือที่ดินมีโฉนดและที่ดินน.ส.3 ที่ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนของผู้ร้องกึ่งหนึ่ง ผู้ร้องไม่ได้เป็นหนี้โจทก์และมิได้ผูกพันเกี่ยวข้องกับจำเลยทั้งสามในการที่จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ร้องจึงขอให้กันส่วนทรัพย์สินของผู้ร้องไว้กึ่งหนึ่งแล้วจึงนำเอาทรัพย์สินเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 อีกกึ่งหนึ่งออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาต่อไปโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้ต่อโจทก์และนำที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองไว้นั้น ได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง และจำเลยที่ 2 ได้นำเงินที่ได้จากการเบิกเงินเกินบัญชีไปประกอบธุรกิจการค้าหารายได้มาจัดกิจการอันจำเป็นในครอบครัวและนำมาหมุนเวียนทางการค้าตามปกติกับผู้ร้องร่วมกันจึงเป็นหนี้ร่วม ผู้ร้องไม่อาจขอกันส่วนได้ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ผู้ร้องอ้างว่าแยกกันอยู่กับจำเลยที่ 2ตั้งแต่ปี 2518 แต่ก็ไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนหย่าขาดจากการสมรสแต่อย่างใด จึงต้องถือว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ในการทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่จำเลยที่ 2 ทำไว้ต่อธนาคารโจทก์มีผู้ร้องเป็นผู้ลงลายมือชื่อยืนยันในการทำสัญญาตามหนังสือยินยอมเอกสารหมาย จ.1 เงื่อนไขการเบิกจ่ายเงินในบัญชีตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำเลยที่ 2 ให้ไว้ว่า ให้จำเลยที่ 2 หรือผู้ร้องคนใดคนหนึ่งสามารถเบิกจ่ายเงินจากบัญชีได้ โดยบุคคลทั้งสองได้ให้ตัวอย่างลายมือชื่อไว้ต่อธนาคารโจทก์และผู้ร้องเป็นผู้ให้ความยินยอมในการจดทะเบียนจำนองตามหนังสือยินยอมเอกสารหมาย จ.2 ด้วยเมื่อตรวจดูลายมือชื่อของผู้ร้องในใบแต่งทนายความและในคำเบิกความเป็นพยาน ปรากฏว่าผู้ร้องลงลายมือชื่อ 2 แบบ คล้ายกัน เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องภรรยาผู้ให้ความยินยอมในเอกสารหมาย จ.1และ จ.2 และลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.5 แล้ว ปรากฏว่าลักษณะและลีลาการเขียนคล้ายกันมาก เชื่อว่าเป็นลายมือเขียนของบุคคลเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบระหว่างพยานหลักฐานของผู้ร้องกับของโจทก์แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีเหตุผลมั่นคงดีกว่าข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้ลงลายมือชื่อให้ความยินยอมในเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้ค่ารถบรรทุกนายเชิดชัยตามเช็คเอกสารหมาย ร.14 ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่509/2526 ของศาลชั้นต้นจริง การที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและให้ผู้ร้องสามารถเบิกจ่ายเงินจากบัญชีได้ด้วยและจำนองทรัพย์พิพาทไว้แก่โจทก์ ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 2 กับผู้ร้องร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อนำเงินมาลงทุนทำการค้าขายพืชไร่ร่วมกัน ถือว่าเป็นหนี้ร่วมอันเกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภรรยาทำด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(3)จำเลยที่ 2 กับผู้ร้องต้องร่วมกันรับผิด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอกันส่วนของผู้ร้องจากทรัพย์พิพาท"พิพากษายืน.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด
ผู้ร้อง - นาง ยุ พดี แซ่โค้ว หรือ อรุณวราภรณ์
จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตา คลีใจ้ฮวดเส็ง กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1490 (3)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 287 - องค์คณะ
- อัมพร เดชศิริ
สมปอง เสนเนียม
วิฑูรย์ สุทธิประภา
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา