ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 อาญา
ฎีกาที่ 1904/2540
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
การที่จำเลยปลอมโฉนดซึ่งเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา266(1)เป็นความผิดที่มีโทษจำคุกขั้นสูงถึงสิบปีพฤติการณ์ที่จำเลยปลอมโฉนดและนำโฉนดที่จำเลยปลอมไปหลอกลวงกู้เงินโจทก์ร่วมถึง600,000บาทนั้นมีลักษณะเป็นภัยร้ายแรงต่อโจทก์ร่วมและสุจริตชนโดยทั่วไปซึ่งมิใช่วิสัยของคนที่เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดมาเป็นเวลาถึง5ปีเช่นจำเลยจักพึงกระทำแม้จำเลยจะใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจจนโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงไปแล้วก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาฉ้อโกงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา39(2)เท่านั้นแต่ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งจำเลยกระทำนั้นหาได้ระงับไปด้วยไม่พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลย
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 266, 268, 341, 91, 32 ริบโฉนดของกลางให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 600,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1462/2538, 1463/2538, 1619/2538 และ3040/2538 ของศาลชั้นต้นจำเลยให้การรบสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อระหว่างพิจารณา นางบุญรวม เสนาดิสัย ผู้เสียหายยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต แล้วโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ในข้อหาฉ้อโกง ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีข้อหาดังกล่าวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266(1), 268 ให้ลงโทษตามมาตรา268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1463/2538 หมายเลขแดงที่ 669/2538 และหมายเลขดำที่ 3040/2538 หมายเลขแดงที่ 869/2539 และหมายเลขดำที่1619/2539 หมายเลขแดงที่ 870/2539 ของศาลชั้นต้น โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกง คดีในข้อหาดังกล่าวระงับ และศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1462/2538 จึงให้ยกคำขอให้คืนหรือใช้เงินและคำขอนับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่1462/2538 ของศาลชั้นต้นจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยปลอมโฉนดซึ่งเป็นเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 266(1) เป็นความผิดที่มีโทษจำคุกขั้นสูงถึงสิบปี พฤติการณ์ที่จำเลยปลอมโฉนดและนำโฉนดที่จำเลยปลอมไปหลอกลวงกู้เงินโจทก์ร่วมถึงจำนวน 600,000 บาทนั้น มีลักษณะเป็นภัยร้ายแรงต่อโจทก์ร่วมและสุจริตชนโดยทั่วไป ซึ่งมิใช่วิสัยของคนที่เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดมาเป็นเวลาถึง 5 ปี เช่นจำเลยจักพึงกระทำ แม้จำเลยจะใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจจนโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงไปแล้ว ก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาฉ้อโกงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)เท่านั้น แต่ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งจำเลยกระทำนั้นหากได้ระงับไปด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยนั้นชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
โจทก์ - โจทก์ร่วม
โจทก์ - นาง บุญรวม เสนาดิสัย
จำเลย - นาย จตุพรหรืออั้น สังข์ทอง - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 56, ม. 226 (1), ม. 341
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 39 - องค์คณะ
- ระพินทร บรรจงศิลป
อำนวย สุขพรหม
ปรีชา นาคพันธุ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา