ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง

ฎีกาที่ 191/2539

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีฟ้องขับไล่มีข้อสัญญาว่าจำเลยจะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี กับให้โจทก์ออกเงินทดรองเป็นค่าขึ้นศาล ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในระหว่างดำเนินคดีไปก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ถ้าจำเลยไม่ได้รับที่ดินพิพาทคืน โจทก์จะไม่ได้รับค่าจ้าง ดังนี้ ข้อตกลงตามสัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าว มีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันหรือยุยงให้ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113(เดิม)

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีฟ้องขับไล่ ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1959/2532 ของศาลแพ่งธนบุรีระหว่างนายอลงกรณ์ กมลยะบุตร ที่ 1 นายอนุสรณ์ ฉวีรัตน์ที่ 2 โจทก์ นายพีรกิตย์ ถาวรนุสรณ์ จำเลย ตกลงให้ค่าจ้างโจทก์ 250,000 บาท มีข้อสัญญาว่าจำเลยจะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี กับให้โจทก์ออกเงินทดรองเป็นค่าขึ้นศาลจำนวน 20,400 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในระหว่างดำเนินคดีไปก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุดถ้าจำเลยไม่ได้รับที่ดินพิพาทคืน โจทก์จะไม่ได้รับค่าจ้าง โจทก์ได้ใช้ความรู้ความสามารถตลอดจนศิลปะบังคับจนจำเลยในคดีดังกล่าวข้างต้นยอมที่จะประนีประนอมด้วย โดยขอค่าขนย้าย 25,000 บาท ครั้นถึงวันนัดจำเลยได้ยื่นคำร้องขอถอนโจทก์จากการเป็นทนายความพร้อมเสนอให้เงินแก่จำเลยคดีนั้น50,000 บาท ศาลจึงมีคำพิพากษาตามยอม โจทก์ทวงถามค่าจ้างจากจำเลย แต่จำเลยปฎิเสธ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2532 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,833.34 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 265,833.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยจ้างโจทก์เป็นทนายความไม่เคยตกลงให้ค่าจ้างโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24พฤษภาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าจ้างว่าความให้โจทก์เป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2532จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าจ้างว่าความโดยโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อตกลงตามสัญญาจ้างว่าความว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความในคดีฟ้องขับไล่ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1959/2532 ของศาลชั้นต้น ระหว่างนายอลงกรณ์ กมลยะบุตร ที่ 1 นายอนุสรณ์ ฉวีรัตน์ ที่ 2โจทก์ นายพีรกิตย์ ถาวรานุสรณ์ จำเลย ตกลงให้ค่าจ้างโจทก์250,000 บาท มีข้อสัญญาว่าจำเลยจะชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์เมื่อคดีถึงที่สุดและจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดี กับให้โจทก์ออกเงินทดรองเป็นค่าขึ้นศาลจำนวน 20,400 บาท ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในระหว่างดำเนินคดีไปก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ถ้าจำเลยไม่ได้รับที่ดินพิพาทคืน โจทก์จะไม่ได้รับค่าจ้าง ดังนี้ เห็นว่าข้อตกลงตามสัญญาจ้างว่าความระหว่างโจทก์กับจำเลยดังกล่าวมีลักษณะเป็นการหาประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเป็นความกันหรือยุยงให้ผู้อื่นเป็นความกัน จึงเป็นสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 113(เดิม) (มาตรา 150 ที่แก้ไขใหม่)ปัญหาข้อนี้แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246, 247"พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - ร้อยเอก สังกาศ อิทธิปาทานันท์
จำเลย - นาย อลงกรณ์ กมลยะ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 113
องค์คณะ
สละ เทศรำพรรณ
สุรินทร์ นาควิเชียร
ถวิล อินทรักษา

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา