ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 1913/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำนวนต้นเงินในสัญญากู้ได้รวมดอกเบี้ยที่คิดล่วงหน้าและเป็นดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ฝ่าฝืน พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะแต่หนี้เงินต้นและข้อตกลงให้เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25ต่อเดือนยังคงสมบูรณ์ ปัญหาว่าสัญญากู้ซึ่งมีดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเป็นเงินต้นด้วยเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 50,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 บาทต่อเดือน กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 1 มกราคม 2535 หลังจากที่ได้รับเงินไปแล้วจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 58,750 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 มีนาคม 2535) ไม่ให้เกิน8,750 บาทจำเลยฎีกา โดยมีผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าสัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 เป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า สัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 ได้นำดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเป็นเงินต้นด้วยจึงเป็นโมฆะนั้น เห็นว่าปัญหาที่ว่าสัญญากู้ซึ่งมีดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเป็นเงินต้นด้วยเป็นโมฆะหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกขึ้นมาในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2534 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป50,000 บาท ยอมให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 1 มกราคม 2535 แต่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า จำนวนเงินในสัญญากู้ได้รวมดอกเบี้ยจำนวน8,000 บาทเศษไว้ด้วย จึงฟังได้ว่าต้นเงินที่กู้ยืมเป็นจำนวนเพียง42,000 บาท ส่วนอีก 8,000 บาท เป็นดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยล่วงหน้าและนำไปรวมเป็นต้นเงินที่กู้ยืม ตามสัญญากู้เอกสารหมายจ.1 จำเลยต้องใช้เงินคืนภายใน 1 ปี ถ้าหากคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิจะเรียกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ในต้นเงิน 42,000 บาทจะเป็นดอกเบี้ยเพียง 6,300 บาท ฉะนั้น ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยล่วงหน้าจำนวน 8,000 บาท จึงเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพุทธศักราช 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 เฉพาะดอกเบี้ยที่เกินอัตราจำนวน 8,000 บาท จึงเป็นโมฆะแต่หนี้เงินต้นจำนวน 42,000 บาท และข้อตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ยังคงสมบูรณ์ สัญญากู้ตามเอกสารหมาย จ.1 ไม่ตกเป็นโมฆะทั้งฉบับและในส่วนที่สมบูรณ์โจทก์ย่อมนำมาใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมฟ้องร้องบังคับคดีได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วนปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปที่ว่า จำเลยได้ชำระหนี้เงินกู้นั้นให้แก่โจทก์แล้วหรือไม่"พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 42,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนนับแต่วันที่ 1 มกราคม 2534จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง ส้ม ชื่น กิ่งพุดซา
จำเลย - นาย บังอาจ วัฒนโชติ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 173, ม. 654
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 249
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 — ม. 3
องค์คณะ
ชลอ บุณยเนตร
สังเวียน รัตนมุง
สมชาย รังสิกรรพุม

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา