ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 อาญา
ฎีกาที่ 1929/2538
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยขอให้แก้เป็นไม่รอการลงโทษจำเลยที่1-5,7-8จึงถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลยที่2ถึงที่4ไว้ด้วยแล้วแต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์กล่าวเพียงว่าโจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษจำเลยที่1ที่5ที่7และที่8พร้อมทั้งวินิจฉัยเฉพาะการกระทำผิดของจำเลยที่1ที่5ที่7และที่8เท่านั้นหาได้กล่าวถึงหรือวินิจฉัยการกระทำผิดของจำเลยที่2ถึงที่4ไม่แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาตอนหนึ่งว่านอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันมีผลบังคับไปถึงจำเลยที่2ที่3และที่4ด้วยก็ยังถือไม่ได้ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่2ที่3และที่4จึงเป็นคำวินิจฉัยไม่ครบทุกข้อตามที่โจทก์ขอมาในอุทธรณ์
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสิบสี่กับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันเล่นการพนันสลากกินรวบ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมายจำเลยทั้งสิบสี่ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนันพ.ศ. 2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำเลยทั้งสิบสี่ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7ถึงที่ 8 ฐานเป็นเจ้ามือไว้คนละ 3 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาทปรับจำเลยนอกนั้นคนละ 1,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 8 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ริบของกลางหากไม่ชำระค่าปรับบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับด้วยโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 1ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 และไม่ปรับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ครบทุกข้อตามที่โจทก์ขอมาในอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่าศาลอุทธรณ์ของโจทก์ใช้ถ้อยคำว่าขออุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ศาลชั้นต้นในส่วนของโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 - 5, 7 - 8 ซึ่งเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้ โดยขอให้แก้เป็นไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 - 5 , 7 - 8 ถ้อยคำดังกล่าวในส่วนที่มีเครื่องหมายขึงกลางระหว่างตัวเลขย่อมเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าแทนคำว่าถึง ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ก็มีคำสั่งว่ารับอุทธรณ์ หมายสำเนาอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1ถึงที่ 5 ที่ 7, ที่ 8 เพื่อแก้ และเมื่อศาลชั้นต้นออกหมายนัดให้จำเลยยื่นแก้อุทธรณ์ก็ออกหมายถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7และที่ 8 ครั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ศาลรายงานผลการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยต่อศาลชั้นต้นก็ได้รายงานผลว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งให้แจ้งวันนัดแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ด้วย และเมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลชั้นต้นก็ออกหมายจับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ที่ 7และที่ 8 จึงถือได้ว่าโจทก์ได้อุทธรณ์ขอไม่ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไว้ด้วยแล้ว แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็กล่าวเพียงว่า โจทก์อุทธรณ์ขอไม่ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 พร้อมทั้งวินิจฉัยเฉพาะการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เท่านั้น หาได้กล่าวถึงหรือวินิจฉัยการกระทำผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษาตอนหนึ่งว่า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นอันมีผลบังคับไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ด้วย ก็ยังถือไม่ได้ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ครบทุกข้อตามที่โจทก์ขอมาในอุทธรณ์ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ไปทีเดียวโดยไม่ต้องย้อยสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า มีเหตุรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หรือไม่ เห็นว่า กรณีเป็นการเล่นพนันสลากกินรวบที่มีเจ้ามือรับกินรับใช้หลายคน มีของกลางที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเล่นการพนัน และทรัพย์สินที่ได้จากการเล่นการพนันเป็นจำนวนมากเป็นการร่วมกันก่อให้เกิดความมอบเมาในอบายมุขให้แก่ประชาชนทั่วไปอันเป็นภัยต่อเศรษฐกิจของชาติเป็นความผิดร้ายแรง สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ เมื่อไม่รอการลงโทษให้แล้วก็ไม่ควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2และที่ 4 อีก ส่วนจำเลยที่ 3 กำลังเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครูอุดรธานีปีที่ 4 ได้คะแนนเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดี การที่จะลงโทษจำคุกในระยะสั้นแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งกำลังเป็นนักศึกษาเช่นนี้ไม่น่าจะเกิดผลดีไปกว่าที่จะให้โอกาสกลับตัวสักครั้งสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 3ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษามาพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 และไม่ปรับ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเว้นแต่หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุดรธานี
จำเลย - นาง สมใจ คำมี กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 56
- องค์คณะ
- อำนวย สุขพรหม
ปรีชา นาคพันธุ์
ระพินทร บรรจงศิลป
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา