ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 อาญา
ฎีกาที่ 1944/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยกับพวกร่วมกันเป็นคนร้ายปล้นทรัพย์ผู้เสียหายมีความผิดฐาน ปล้นทรัพย์ซึ่ง เป็นบทเฉพาะแล้ว จำเลยไม่มีความผิดฐาน ทำร้ายร่างกายอีก.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,295, 340,340 ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 ให้ริบรถจักรยานยนต์และมีดของกลาง กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 38,500 บาท แก่เจ้าของด้วยจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี จำคุก 20 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปีริบรถจักรยานยนต์และมีดของกลางกับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์38,500 บาทแก่เจ้าของจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยร่วมปล้นทรัพย์และร่วมทำร้ายร่างกายผู้เสียหายแต่มิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 83 ดังที่โจทก์ฟ้องด้วยนั้นศาลอุทธรณ์เห็นสมควรปรับบทเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา340 ตรี, 295, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้เสียหายกับจำเลยไม่มีสาเหตุกัน ไม่มีเหตุให้ระแวงว่าผู้เสียหายจะแกล้งเบิกความเพื่อให้จำเลยต้องรับโทษคำเบิกความของผู้เสียหายจึงมีน้ำหนัก ที่จำเลยนำสืบว่าคนร้ายใช้มือล๊อกคอเพื่อจะเอารถจักรยานยนต์ของจำเลยแต่จำเลยแย่งกุญแจรถได้ก่อนนั้น ไม่น่าเชื่อเพราะได้ความจากผู้เสียหายว่า คนร้ายคนที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยมีมีดดังนั้นหากคนร้ายประสงค์จะเอารถของจำเลยด้วยก็คงจะใช้มีดขู่หรือทำร้ายจำเลยแล้วเพราะเป็นการสะดวกกว่า เมื่อคนร้ายได้ไปเฉพาะรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายก็ย่อมเป็นเหตุผลประกอบให้น่าเชื่อว่าจำเลยหลอกผู้เสียหายไปเพื่อร่วมกับพวกปล้นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายดังที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยนำสืบว่าภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้นำความไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตำบลนาโยงว่าถูกปล้นทรัพย์นั้นพิเคราะห์แล้วคดีได้ความจากนายละมุล บุญสนอง พยานโจทก์ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านที่คนร้ายพักอาศัยว่า จำเลยรู้จักกับพวกคนร้ายมาก่อนแต่ในการแจ้งความดังกล่าวจำเลยหาได้ระบุชื่อคนร้ายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ ฉะนั้นการแจ้งความของจำเลยจึงเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นทรัพย์รายนี้อันเป็นการกลบเกลื่อนความผิดที่เกิดขึ้นเท่านั้น เมื่อการแจ้งความดังกล่าวมีพิรุธดังที่กล่าวแล้ว การแจ้งความของจำเลยจึงประกอบคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น ที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยถูกดำเนินคดีเพราะไม่ยอมใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายครึ่งหนึ่งตามที่ผู้เสียหายเรียกร้องนั้นไม่น่าเชื่อ เพราะหากเป็นเช่นนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอย่านตาขาวคงไม่แจ้งทางวิทยุไปอายัดตัวจำเลยต่อเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรตำบลนาโยงก่อนที่จะนำตัวจำเลยไปให้ผู้เสียหายดูที่โรงพยาบาลจังหวัดตรังดังที่ได้ความจากคำเบิกความของจำเลย พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกเป็นคนร้ายปล้นทรัพย์ผู้เสียหายดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานปล้นทรัพย์มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยร่วมทำร้ายผู้เสียหายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ด้วยนั้นยังไม่ถูกต้องเพราะเมื่อจำเลยมีความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายอีก"พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตราา 295 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ตรัง
จำเลย - นาย แปลก หรือ อร เพชร หนู - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 90
- องค์คณะ
- เดชา สุวรรณโณ
อัมพร เดชศิริ
ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา