ฎีกา ปี พ.ศ. 2542 แพ่ง
ฎีกาที่ 1946/2542
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยได้นำเฉพาะต้นเงินจำนวน 60,000 บาทที่จะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2529 แต่โจทก์ได้ปฏิเสธการรับเงินดังกล่าวตลอดมาเพราะเห็นว่าเป็นการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของเงิน 60,000 บาทนับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2529 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยวางทรัพย์จนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวมิได้กล่าวอ้างถึงการวางเงินของจำเลยต่อสำนักงานวางทรัพย์เลย อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวได้ถึงที่สุดไปแล้วโดยจำเลยมิได้ฎีกาย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยตาม คำพิพากษาดังกล่าวได้
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน117,859.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่23 ตุลาคม 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดชำระเงิน 30,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงิน 60,000 บาท แก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน117,859.90 บาท ให้จำเลยที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ18 ต่อปีของต้นเงิน 30,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงิน 60,000 บาท นับแต่วันที่23 ตุลาคม 2529 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3ไม่ยอมชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้ชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2540 ว่าหลังจากศาลมีคำพิพากษา จำเลยที่ 3 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์เพียง60,000 บาท โดยนำไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์ ส่วนที่เหลือยังไม่ชำระขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่31 กรกฎาคม 2540 ว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งถึงที่สุดแล้วนั้น จำเลยที่ 3 ยังมีหน้าที่ต้องชำระในส่วนดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อีก จึงให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ด้วยจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 8 สิงหาคม 2540 ว่าจำเลยที่ 3 ได้วางเงินไว้ต่อสำนักงานวางทรัพย์เป็นการชำระหนี้ให้โจทก์แล้วตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2529 ก่อนวันที่23 ตุลาคม 2529 อันเป็นวันที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์คิดดอกเบี้ยโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 ได้อีกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ว่าจำเลยที่ 3 ยังมีหน้าที่ต้องชำระในส่วนดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จึงไม่ถูกต้อง เป็นการพิจารณาที่ผิดระเบียบขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่ง ยกคำร้องต่อมาวันที่ 4 กันยายน 2540 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่27 สิงหาคม 2540 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดที่ดิน น.ส.3เลขที่ 206/129 หมู่ที่ 1 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราดจังหวัดตราด พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 3 เป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะการบังคับคดีเพราะจำเลยที่ 3 ไม่มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ ขอให้ยกกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงแก่จำเลยที่ 3ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดโดยให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้จำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่23 ตุลาคม 2529 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เมื่อจำเลยที่ 3ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3จึงเป็นการดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์การบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงชอบแล้วให้ยกคำร้องจำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นทั้งสองกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 3 ได้นำเงินไปวางต่อสำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 2 นั้นโจทก์ได้ปฏิเสธการรับเงินดังกล่าวตลอดมา เพราะโจทก์เห็นว่าเป็นการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง จนกระทั่งต่อมาโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสามและต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 3 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของเงิน 60,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2529 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3ไม่ยอมชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมิได้กล่าวอ้างถึงการวางเงินของจำเลยที่ 3 ต่อสำนักงานวางทรัพย์เลย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ถึงที่สุดแล้วได้นั้นเห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะได้นำเงินจำนวน 60,000 บาท ไปวางต่อสำนักงานวางทรัพย์ก่อนที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 ก็ตาม แต่โจทก์ก็ปฏิเสธไม่ยอมรับเงินดังกล่าวตลอดมา เพราะโจทก์เห็นว่าเป็นการชำระหนี้ไม่ถูกต้องเมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ถึงที่สุดมิได้กล่าวถึงการวางเงินของจำเลยที่ 3 ต่อสำนักงานวางทรัพย์แต่ประการใด อีกทั้งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปีของเงิน60,000 บาท นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2529 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 3 ไม่ยอมชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาด ถ้าไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยที่ 3ออกขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้มาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวได้อ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่5 มกราคม 2532 และถึงที่สุดไปแล้วโดยจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาย่อมมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ถึงที่สุด โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ได้ การที่ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการชอบแล้วพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 3
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - ธนาคาร กรุงไทย จำกัด ( มหาชน
จำเลย - นาย นพดล ทองคำ กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 330, ม. 331
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 145, ม. 271, ม. 276 - องค์คณะ
- ธนะพัฒน์ แจ่มจันทร์
อร่าม หุตางกูร
อำนวย เต้พันธ์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา