ฎีกา ปี พ.ศ. 2546 แพ่ง

ฎีกาที่ 1957/2546

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของจำนวนเงินที่เป็นฐานในการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำร้องของจำเลย เป็นการแก้ไขให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษาจึงเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย มิใช่เป็นการทำคำสั่งซึ่งเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ5,000 บาทจำเลยยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาที่กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,267,594.91 บาท นั้น ต้นเงินดังกล่าวได้คิดรวมค่าสินค้ากับดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดจนถึงวันฟ้องเข้าไว้ด้วยกัน ขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า คำร้องของจำเลยมิใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อหลงผิดเล็กน้อย จำเลยชอบที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขข้อผิดพลาดในคำพิพากษาเป็น "พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน4,627,729.55 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์" นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิมโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขข้อความในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจากที่พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542เป็นต้นไป เป็น ให้จำเลยชำระเงิน 5,267,594.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี จากต้นเงิน 4,627,729.55 บาท นับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 เป็นต้นไป เป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิมหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขข้อความในคำพิพากษาดังกล่าว เป็นการแก้ไขต้นเงินที่จะนำไปคำนวณดอกเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดนับแต่วันที่ 22 มีนาคม 2542 อันเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปนั้น เป็นไปตามเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่าจำเลยได้ซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปจากโจทก์ เป็นเงิน 4,627,729.55 บาท แล้วฟังต่อไปว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าสินค้าดังกล่าวตามกำหนดในใบแจ้งหนี้ จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาใบแจ้งหนี้แล้วจึงให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดของต้นเงินค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับ เมื่อคำนวณถึงวันฟ้องแล้วรวมเป็นเงิน 5,267,594.91 บาท ตรงตามจำนวนเงินที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดจนถึงวันฟ้อง จำนวนเงินดังกล่าวนี้จึงเป็นยอดรวมของสินค้ากับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดถึงวันฟ้องทั้งเมื่อรวมค่าสินค้าตามใบแจ้งหนี้แต่ละฉบับเข้าด้วยกันแล้ว จะได้เท่ากับ 4,627,729.55 บาท ตรงกับเงินต้นที่จำเลยต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แก้ไขในคำพิพากษานั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้แก้ไขคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นการแก้ไขเพื่อให้ถูกต้องตรงกับเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่กล่าวไว้ในคำพิพากษา และถือว่าเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยมิใช่เป็นการทำคำสั่งซึ่งเป็นการกลับหรือแก้คำวินิจฉัยในคำพิพากษาเดิม จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อผิดหลงเช่นว่านั้นให้ถูกได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
จำเลย - บริษัท ไทยพัฒนากระดาษ จำกัด
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 143
องค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
ประทีป ปิติสันต์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา