ฎีกา ปี พ.ศ. 2553 อาญา

ฎีกาที่ 1960/2553

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4 คน เพื่อจูงใจให้แต่ละคนลงคะแนนเลือกตั้ง ธ. และ ว. ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวและเป็นการอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยให้เงินแก่นางเครือวัลย์ นางเทา นางสมทรง และนางลุ้ย ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกและสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม เพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสี่ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่นายธวัชชัย ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข 5 และนายวินิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม หมายเลข 5 อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 4, 57, 118, 135 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 มาตรา 57 (1) (ที่ถูก มาตรา 57 (1) วรรคสอง), 118 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 24 เดือน เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนด 10 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าจำเลยมีเจตนาเดียวให้เงินแก่ผู้ขายเสียง ส่วนผู้ขายเสียงจะนำไปแจกจ่ายใครอย่างไร จำเลยย่อมไม่อาจทราบได้ จึงถือว่าเป็นกระทำกรรมเดียว เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยให้เงินแก่นางเครือวัลย์ นางเทา นางสมทรง และนางลุ้ย ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลกเขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม เพื่อจูงใจให้บุคคลทั้งสี่ลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่นายธวัชชัย ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก หมายเลข 5 และนายวินิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอบางกระทุ่ม หมายเลข 5 ดังนี้ การที่จำเลยจูงใจโดยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัวและอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกัน การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4 คน เพื่อให้ลงคะแนนเลือตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อจะจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งรายหนึ่ง เป็นการทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์และไม่ยุติธรรมต่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งรายอื่น ทั้งยังเป็นการทำลายความมั่นคงของชาติอีกด้วย พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยจะอายุมากและมีคุณความดีมาก่อน ก็ไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"
พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย - นายละม้าย คงทัน
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 91
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 — ม. 57, ม. 118
องค์คณะ
นพวรรณ อินทรัมพรรย์
ไชยยงค์ คงจันทร์
ทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา