ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง

ฎีกาที่ 2013/2537

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

มูลหนี้ตามฟ้องโจทก์ไม่ใช่มูลหนี้การกู้ยืมเงินตามความหมายของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมอยู่ในมูลหนี้ จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มูลหนี้เดิมเกิดจากจำเลยที่ 1 ร่วมเล่นแชร์กับโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ออกเช็คชำระหนี้ค่าแชร์ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คถือว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ค่าแชร์ การชำระหนี้ด้วยเช็คเช่นนี้ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงอาศัยมูลหนี้เดิมตามสัญญาการเล่นแชร์หาได้ฟ้องให้รับผิดตามเช็คไม่ อายุความเกี่ยวกับการฟ้องเรียกเงินค่าแชร์ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนด 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30ใหม่) เมื่อนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2525 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้าย และเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 30กรกฎาคม 2530 ซึ่งเป็นวันฟ้องยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2521 จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและในฐานะส่วนตัวกับจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้โจทก์อยู่เป็นเงิน 258,225 บาท โดยจะขอผ่อนชำระให้โจทก์เป็นงวดภายในวันที่ 5 ของทุก ๆ เดือน หากผิดนัดเดือนใดเดือนหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยเคยผ่อนชำระให้โจทก์ตามสัญญาเป็นบางส่วนแล้วไม่ชำระ วันที่ 19 ธันวาคม 2523จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ว่ายังคงเป็นหนี้โจทก์อยู่187,699 บาท นับถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2523 จะชำระให้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2524 และคิดค่าผลประโยชน์ให้โจทก์เป็นค่าเสียหายอีกจำนวน 33,785.82 บาท โดยจะชำระให้ภายในเดือนมกราคม 2524 เมื่อครบกำหนดตามสัญญา แล้วจำเลยทั้งสามก็ยังผ่อนชำระเงินให้โจทก์ไม่ครบตามสัญญา คงค้างชำระอยู่ถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2525 เป็นเงิน164,024.82 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยไม่ชำระทำให้โจทก์เสียหาย ขอคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 164,024.82บาท นับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2525 ถึงวันฟ้องเป็นค่าเสียหาย127,392.60 บาท รวมเป็นเงิน 291,417.42 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน164,024.82 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสามให้การร่วมกันว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการได้ออกเช็คชำระหนี้แทนบุคคลภายนอกให้แก่โจทก์เป็นเงินประมาณ 200,000 บาท เมื่อเช็คถึงกำหนดสั่งจ่ายธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสามได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้จริง หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2523 จำเลยที่ 3 ได้คิดบัญชีหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามแล้วได้ทำบันทึกกันไว้จริงในวันดังกล่าวมีหนี้สินค้างชำระกันอยู่เพียง 187,699 บาท หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์อีกจนถึงวันที่ 26พฤษภาคม 2525 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 57,460 บาท คงค้างชำระหนี้โจทก์อยู่เพียง 130,239 บาท เท่านั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเพราะโจทก์ได้เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีหรือร้อยละ 1.5 ต่อเดือนตลอดมาซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ปฏิบัติตามหนังสือรับสภาพหนี้และผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 164,024.82บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2525 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง ต้องไม่เกิน 127,392.60 บาทจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี รวมอยู่ในมูลหนี้เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และมูลหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามฟ้องโจทก์ไม่ใช่มูลหนี้การกู้ยืมเงินตามความหมายของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา กรณีของโจทก์จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ฎีกาจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า สัญญารับสภาพหนี้ต้องถือมูลหนี้ตามเช็คที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี คดีจึงขาดอายุความนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามูลหนี้เดิมเกิดจากจำเลยที่ 1 ร่วมเล่นแชร์กับโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 ออกเช็คชำระหนี้ค่าแชร์ ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คถือว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ค่าแชร์ การชำระหนี้ด้วยเช็คเช่นนี้ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงอาศัยมูลหนี้เดิมตามสัญญาการเล่นแชร์หาได้ฟ้องให้รับผิดตามเช็คไม่ อายุความเกี่ยวกับการฟ้องเรียกเงินค่าแชร์ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม (มาตรา 193/30 ใหม่)เมื่อนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2525 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยทั้งสามชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์ครั้งสุดท้าย และเป็นวันที่โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2530 ซึ่งเป็นวันฟ้อง ยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย เกษม สุวรรณ ประสิทธิ์
จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิชัยอุตสาหกรรม (เล่าใช่ฮะ ) กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 164 เดิม, ม. 193/30, ม. 349
พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
องค์คณะ
สวรรค์ ศักดารักษ์
สมชัย ศิริบุตร
สันติ ทักราล

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา