ฎีกา ปี พ.ศ. 2542 แพ่ง
ฎีกาที่ 2036/2542
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยเสนอราคาค่าจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยตัวทรัพย์สินบริเวณอาคารที่พักข้าราชการกระทรวงยุติธรรม และโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยตอบตกลงสนองรับราคาตามรายละเอียด และเงื่อนไขการจ้างที่จำเลยเสนอและให้จำเลยไปลงนามใน สัญญากับโจทก์พร้อมทั้งให้หาหลักประกันเป็นหนังสือมา ค้ำประกันด้วย แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาว่าสัญญา อันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ แต่ก่อนที่ทั้งสองฝ่าย จะทำสัญญาเป็นหนังสือ มีเหตุการณ์จำเป็นโจทก์จำเลย จึงตกลงให้จำเลยส่งพนักงานของจำเลยเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ดูแลรักษาความปลอดภัยในอาคารที่พักข้าราชการกระทรวงยุติธรรม และจำเลยได้ส่งพนักงานของจำเลยเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ในอาคารดังกล่าวตามข้อตกลงแล้ว ดังนี้ เท่ากับว่าโจทก์ และจำเลยได้ตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็น หนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราว และสัญญาดังกล่าวไม่มีกฎหมาย บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะจึงถือได้ว่า โจทก์และจำเลยมีสัญญาต่อกันแล้ว โดยมีข้อตกลงตามคำเสนอ และเงื่อนไขการจ้างเดิม ดังนั้น เมื่อพนักงานของจำเลย ไม่สามารถรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินภายในอาคารที่พัก ได้ตามสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามเงื่อนไขการจ้าง
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยดูแลรักษาความปลอดภัยรวมทั้งทรัพย์สินของโจทก์ ในบริเวณอาคารที่พักข้าราชการกระทรวงยุติธรรม จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาอุปกรณ์ไฟฟ้าและแผงควบคุมไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้ภายในอาคารดังกล่าวสูญหายไปขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 194,388 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยยังมิได้เข้าเป็นคู่สัญญากับโจทก์จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์เสียหายไม่เกิน 10,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน 186,240 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กันยายน 2538จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 30 เมษายน 2539) ต้องไม่เกิน 8,148 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า เมื่อวันที่ 4กรกฎาคม 2538 จำเลยเสนอค่าจ้างในการดูแลรักษาความปลอดภัยภายในบริเวณอาคารที่พักข้าราชการกระทรวงยุติธรรมที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดฉะเชิงเทราต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 16เดือนเดียวกันจำเลยส่งพนักงานเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในอาคารดังกล่าวและคืนนั้นเองมีคนร้ายจำนวนหนึ่งเข้ามาทำลายทรัพย์สินและเอาทรัพย์สินในอาคารนั้นไปจำนวนหนึ่ง หลังเกิดเหตุจำเลยได้รับหนังสือจากโจทก์ให้ไปลงนามในสัญญากับโจทก์ภายใน 7 วันแต่จำเลยไม่ยอมลงนามด้วย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าสัญญาจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้เสนอราคาค่าจ้างเหมาดูแลรักษาความปลอดภัยตัวทรัพย์สินบริเวณอาคารที่พักข้าราชการกระทรวงยุติธรรมที่จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 2 หลังโดยใช้พนักงานดูแลรักษาความปลอดภัยจำนวน 4 คน เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2538 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2538 ค่าจ้างเหมารวม 78,000 บาท โดยมีรายละเอียดตามแผนผังและเงื่อนไขการจ้างท้ายคำเสนอเอกสารหมาย จ.5 โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 14กรกฎาคม 2538 ถึงจำเลยตอบตกลงสนองรับราคาตามรายละเอียดที่จำเลยเสนอ และให้จำเลยไปลงนามในสัญญากับโจทก์ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ พร้อมทั้งให้หาหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันของธนาคารหรือเงินสดหรือแคชเชียร์เช็ควงเงิน 5,850 บาท และอากรแสตมป์จำนวน 122 บาท มาด้วยตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อความตามคำสนองรับของโจทก์ข้างต้นและตามทางปฏิบัติของโจทก์ได้ความจากนายมนัส เมนปรีดาผู้รับมอบอำนาจโจทก์และนายสิริวัฒน์ ชื่นจิต ผู้ควบคุมงานก่อสร้างและผู้จัดการสนามอาคารที่พักข้าราชการกระทรวงยุติธรรมว่าการทำสัญญาระหว่างโจทก์กับบุคคลอื่นจะต้องทำเป็นหนังสือด้วยแสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาว่าสัญญาอันมุ่งจะทำต่อกันนั้นต้องทำเป็นหนังสือ แต่ก่อนที่ทั้งสองจะทำสัญญาเป็นหนังสือดังเจตนาที่มีอยู่เดิม กลับมีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนตามคำเบิกความของนายมนัส นายศิริวัฒน์ และนายวีระยุทธ ทองสุขกรรมการผู้จัดการจำเลยว่า พนักงานดูแลรักษาความปลอดภัยชุดเดิมจะถอนตัวออกไปในวันที่ 16 กรกฎาคม 2538 โจทก์จำเลยจึงตกลงกันให้จำเลยส่งพนักงานของจำเลยเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในอาคารที่พักข้าราชการกระทรวงยุติธรรมที่จังหวัดสมุทรปราการและจังหวัดฉะเชิงเทราตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป หากต่อมาโจทก์ไม่ว่าจ้างจำเลยโจทก์จะจ่ายค่าจ้างให้แก่จำเลยเป็นรายวัน แต่ถ้าตกลงว่าจ้างโจทก์จะคิดค่าจ้างให้เป็นรายเดือนและถือว่าเป็นการปฏิบัติตามสัญญาปรากฏว่าจำเลยได้ส่งพนักงานของจำเลยเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในอาคารดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2538 ตามข้อตกลงจากข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันเช่นนี้เท่ากับโจทก์และจำเลยได้ตกลงกันใหม่โดยผ่อนผันไม่ต้องทำสัญญาเป็นหนังสือต่อกันเป็นการชั่วคราวและสัญญาดังกล่าวไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะ จึงถือได้ว่าโจทก์และจำเลยมีสัญญาต่อกันแล้วโดยไม่มีข้อตกลงตามคำเสนอและเงื่อนไขการจ้างตามเอกสารหมาย จ.5 ดังนั้น เมื่อพนักงานของจำเลยไม่สามารถรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินภายในอาคารที่พักตามสัญญา จำเลยจึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามเงื่อนไขการจ้าง ข้อ 4.1ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้องนั้นแม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและต้องห้ามฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยให้เนื่องจากเป็นฎีกาที่เกี่ยวกันกับปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนพอแก่การวินิจฉัยได้แล้ว ศาลฎีกาสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงน่าเชื่อตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่าโจทก์เสียหายเป็นเงิน 186,240 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 15 กันยายน 2538 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - การ เคหะ แห่งชาติ
จำเลย - บริษัท ก๊อดออเพอเรชั่น จำกัด - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 152, ม. 366, ม. 587
- องค์คณะ
- ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เธียรไท สุนทรนันท
ชวเลิศ โสภณวัต
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา