ฎีกา ปี พ.ศ. 2538 อาญา

ฎีกาที่ 2072/2538

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริษัทช.ขายรถจักรยานยนต์ให้จำเลยแบบผ่อนชำระราคาเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ย่อมโอนไปยังจำเลยทันที่ที่ตกลงกันเมื่อจำเลยเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานชิงทรัพย์การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ จำเลยเป็นโรคจิตกระทำความผิดขณะยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้างซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา65วรรคสองแต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นอัตราสูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา295ทั้งที่ศาลอุทธรณ์นำมาตรา65วรรคสองมาประกอบการลงโทษด้วยโทษจำคุกจึงสูงเกินสมควรปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา195วรรคสองประกอบด้วยมาตรา225

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339, 371, 91จำเลยให้การว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันทรัพย์สินของจำเลยโดยสมควรแก่เหตุ และจำเลยได้กระทำในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม และมาตรา 371ประกอบมาตรา 65 วรรคสองการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ประกอบมาตรา 65 วรรคสอง จำคุก 4 ปี และมาตรา 371 ปรับ100 บาท รวมจำคุก 4 ปี ปรับ 100 บาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 65 วรรคสองวางโทษจำคุก 2 ปี และให้รอการลงโทษ 2 ปีโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทโชติศิรา จำกัด ขายรถจักรยานยนต์ให้จำเลยแบบผ่อนชำระราคา เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหาใช่เป็นการเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ย่อมโอนไปยังจำเลยทันที่ที่ตกลงกัน เมื่อฟังว่าจำเลยเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์คันที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานชิงทรัพย์แล้วการกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ที่โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า แม้จำเลยจะเป็นโรคจิต แต่จำเลยกระทำผิดขณะมีสติสัมปชัญญะ ไม่ควรรอการลงโทษให้นั้นเห็นว่า จำเลยเป็นโรคจิต กระทำความผิดในขณะยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี และรอการลงโทษให้นั้นโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเป็นอัตราสูงสุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ทั้งที่ศาลอุทธรณ์นำมาตรา 65 วรรคสอง มาประกอบด้วยว่าศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ โทษจำคุกจึงสูงเกินสมควร ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และให้รอการลงโทษ 2 ปี

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย - นาย สมชาย มีอนันต์
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 65 วรรคสอง, ม. 339
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 195 วรรคสอง, ม. 225
องค์คณะ
ปรีชา บูรณะไทย
บุญธรรม อยู่พุก
ณรงค์ ตันติเตมิท

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา