ฎีกา ปี พ.ศ. 2542 อาญา

ฎีกาที่ 2093/2542

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนเรื่องโฉนดที่ดินสูญหายและแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสมียนประจำวันสถานีตำรวจเดียวกันจดบันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารดังกล่าวสูญหาย เป็นการกระทำในวันเดียวกันและเวลาต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวกันที่จะ ขอคัดสำเนาเอาข้อความเท็จนั้นไปแสดงอ้างอิงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดิน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมืองตามสภาพและลักษณะการกระทำก่อให้เกิด ความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้ว ประกอบกับข้ออ้างของจำเลยถึงสาเหตุในการกระทำความผิด ก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆทั้งยังอ้างเหตุแตกต่างจากในชั้นอุทธรณ์ มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยหาเหตุอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเป็นสำคัญแสดงว่าจำเลยมิได้สำนึกในความผิด ฉะนั้น แม้จำเลยจะไม่เคย ได้รับโทษจำคุกมาก่อนกรณีไม่มีเหตุอันควรปรานี จึงไม่สมควร รอการลงโทษให้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137, 267, 91จำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 91 ให้เรียงกระทงลงโทษฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานจำคุก 4 เดือน ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือนจำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียว มิใช่หลายกรรมต่างกันดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยนั้น เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยให้และเห็นว่า การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลเพเรื่องโฉนดที่ดินสูญหาย และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสมียนประจำวันสถานีตำรวจเดียวกันจดทะเบียนบันทึกข้อความลงในรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารดังกล่าวสูญหาย เป็นการกระทำในวันเดียวกันและเวลาต่อเนื่องกันโดยเจตนาเดียวกันที่จะขอคัดสำเนาเอาข้อความเท็จนั้นไปแสดงอ้างอิงต่อเจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขามีนบุรี เพื่อขอรับใบแทนโฉนดที่ดินการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำโดยไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ตามสภาพและลักษณะการกระทำก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นแล้ว ประกอบกับข้ออ้างของจำเลยถึงสาเหตุในการกระทำความผิด ก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยังอ้างเหตุแตกต่างจากในชั้นอุทธรณ์ มีเหตุให้เชื่อว่าจำเลยหาเหตุอ้างเพื่อแสวงหาประโยชน์แก่ตนเป็นสำคัญแสดงว่าจำเลยมิได้สำนึกในความผิด ฉะนั้นแม้จำเลยจะไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน กรณีไม่มีเหตุอันควรปรานี จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 และมาตรา 267 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ระยอง
จำเลย - นาย สมาน เกษ กำจร
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 56, ม. 90
องค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สมชัย สายเชื้อ
ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา