ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 แพ่ง

ฎีกาที่ 2122/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ม.ขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายโดยม. ยอมรับผิดต่อโจทก์ต่อมาโจทก์และม.มาพบจำเลยที่อู่ของจำเลยเพื่อให้จำเลยประเมินค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์จำเลยประเมินราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่รวม100,000บาทโจทก์และม.ตกลงค่าซ่อมและค่าอะไหล่70,000บาทจำเลยตกลงรับจ้างซ่อมให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์และม.มีเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาว่าม.ชำระค่าซ่อมในวันทำสัญญา30,000บาทส่วนที่เหลือ40,000บาทจะนำมาชำระที่อู่ของจำเลยภายในวันที่30มีนาคม2536หากผิดนัดยอมชำระค่าซ่อมและค่าอะไหล่100,000บาทพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดโดยมีโจทก์และม. ลงชื่อเป็นคู่สัญญาจำเลยกับพ.ภริยาจำเลยลงชื่อเป็นพยานในวันเดียวกันนั้นโจทก์และจำเลยทำสัญญาว่าอู่ของจำเลยจะซ่อมรถยนต์ของโจทก์ให้เสร็จประมาณวันที่5มีนาคม2536ได้รับชำระหนี้ล่วงหน้าแล้ว30,000บาทส่วนที่เหลือ40,000บาทผู้ซ่อมจะเรียกเก็บจากม. โดยค่าซ่อมส่วนนี้โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยโจทก์ลงชื่อในฐานะผู้ให้ซ่อมจำเลยลงชื่อในฐานะผู้ซ่อมแม้ตามสัญญาจะมิได้ระบุชัดว่าโจทก์หรือม.เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยคงมีเงื่อนไขในข้อตกลงของโจทก์และม.ว่าม. จะนำค่าซ่อมส่วนที่เหลือดังกล่าวแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าของอู่และยังเป็นเจ้าหนี้ในค่าซ่อมส่วนที่เหลือดังกล่าวด้วยแต่เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่พอฟังว่าม.ว่าจ้างจำเลยซ่อมเพราะตามสัญญาดังกล่าวยังมิได้กำหนดเวลาซ่อมเสร็จอันเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาว่าจ้างซ่อมทั้งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์และม.ซึ่งเป็นคู่สัญญาจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาด้วยแต่กำหนดเวลาซ่อมแล้วเสร็จมาระบุในสัญญาเอกสารหมายจ.5โดยมีโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญาทั้งการลงชื่อในสัญญาก็ได้ระบุว่าโจทก์ในฐานะผู้ให้ซ่อมจำเลยในฐานะผู้ซ่อมโจทก์จึงเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยซ่อมรถยนต์ของโจทก์หาใช่ม. ไม่ เมื่อจำเลยซ่อมรถยนต์ของโจทก์เสร็จและม. ผิดนัดไม่นำเงินค่าซ่อมส่วนที่เหลือมาชำระแก่จำเลยตามที่ตกลงกับโจทก์ในโจทก์ก็ต้องเป็นผู้ชำระค่าซ่อมดังกล่าวแก่จำเลยแต่เมื่อจำเลยตกลงกับโจทก์ว่าจำเลยจะเป็นผู้เรียกเก็บค่าซ่อมส่วนที่เหลือ40,000บาทจากม. เองโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าซ่อมดังกล่าวแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในค่าซ่อมดังกล่าวตกลงรับภาระแทนโจทก์โดยจะเรียกเก็บค่าซ่อมส่วนที่เหลือจากม. ตามที่ม.ตกลงกับโจทก์ไว้โดยโจทก์ไม่ต้องชำระค่าซ่อมแก่จำเลยข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาอย่างหนึ่งผูกพันจำเลยต้องปฏิบัติตามเมื่อจำเลยไม่อาจเรียกค่าซ่อมจากม. ได้เนื่องจากม.ไม่ยอมชำระจำเลยย่อมไม่มีสิทธิย้อนกลับมาฟ้องเรียกค่าซ่อมส่วนที่เหลือดังกล่าวจากโจทก์อีกเพราะขัดต่อสัญญาที่จำเลยตกลงทำกับโจทก์ไว้โดยจำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าม. ต้องชำระค่าซ่อมแทนโจทก์โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าซ่อมดังกล่าวแก่จำเลย

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2535 รถยนต์กระบะของโจทก์ถูกรถยนต์ของนายมิตรชัย ไชยรินทร์ ชนได้รับความเสียหายนายมิตรชัยยินยอมชดใช้ค่าซ่อม โดยตกลงนำไปซ่อมที่อู่อนันต์กลการของจำเลย วันที่ 20 มกราคม 2536 นายมิตรชัยทำสัญญาจะชำระค่าซ่อมให้แก่จำเลย 70,000 บาทชำระในวันทำสัญญา 30,000 บาทที่เหลือ 40,000 บาท จะชำระที่อู่ของจำเลยภายในวันที่30 มีนาคม 2536 หากผิดนัดยอมชดใช้เงิน 100,000 บาท ตามที่จำเลยประเมินค่าซ่อมพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด และจำเลยทำสัญญากับโจทก์ว่าจะซ่อมรถยนต์ให้เสร็จภายในวันที่ 5 มีนาคม 2536เงินส่วนที่เหลืออีก 40,000 บาทจำเลยจะเรียกเก็บจากนายมิตรชัยเมื่อครบกำหนดโจทก์ไปขอรับรถยนต์คืน จำเลยไม่ยอมมอบให้อ้างว่านายมิตรชัยไม่นำเงินค่าซ่อมที่เหลือมาชำระ ทำให้โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์ค้าขายตามปกติคิดเป็นค่าเสียหายวันละ 300 บาทนับแต่วันที่ 6 มีนาคม 2536 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 27,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยคืนรถยนต์และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนรถยนต์แก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี ถ้าไม่คืน ให้ใช้ราคา 180,000 บาท และค่าเสียหายอีก27,000 บาทรวมเป็นเงิน 207,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี กับค่าเสียหายวันละ 300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างให้จำเลยซ่อมรถยนต์ของโจทก์ มิใช่นายมิตรชัย นายมิตรชัยยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 100,000 บาท แต่จำเลยรับซ่อมในราคา 70,000 บาทนายมิตรชัยชำระค่าซ่อมในวันทำสัญญา 30,000 บาท ส่วนที่เหลือ40,000 บาท จะชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 30 มีนาคม 2536 หากผิดนัดนายมิตรชัยยอมชดใช้เงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดโจทก์มอบเงิน 30,000 บาท ให้แก่จำเลยในวันทำสัญญาและจะชำระส่วนที่เหลืออีก 40,000 บาท ในวันที่ 5 มีนาคม 2536 ซึ่งเป็นวันนัดมารับรถ จำเลยซ่อมเสร็จภายในกำหนดโจทก์มาขอรับรถยนต์คันแต่นายมิตรชัยไม่ชำระค่าซ่อมที่เหลือโจทก์จึงยอมให้จำเลยยึดหน่วงรถยนต์ไว้และพาจำเลยไปติดตามทวงถามค่าซ่อมจากนายมิตรชัยแต่ไม่ได้รับชำระหนี้ โจทก์ตกลงจะนำเงินมาชำระภายในวันที่30 มีนาคม 2536 เมื่อถึงกำหนดโจทก์ไม่นำเงินมาชำระ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์ที่ซ่อมไว้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย หากโจทก์ชำระเงินที่เหลือก็สามารถรับรถยนต์คืนไปได้ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกราคารถยนต์ ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินที่เหลือ 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยตกลงซ่อมรถยนต์ของโจทก์กับนายมิตรชัย จึงต้องไปเรียกร้องจากนายมิตรชัย จำเลยซ่อมรถไม่เสร็จภายในกำหนดอันเป็นการผิดสัญญา โจทก์เสียหายจึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้ ขอให้ยกฟ้องแย้งระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยคืนรถยนต์แก่โจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินค่าซ่อมรถที่เหลือ40,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยยกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าซ่อมรถยนต์ส่วนที่เหลือแก่จำเลยหรือไม่เห็นว่ามูลคดีเกิดขึ้นเนื่องจากนายมิตรชัย ไชยรินทร์ ขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย โดยนายมิตรชัยยอมรับผิดต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2536 โจทก์และนายมิตรชัยมาพบจำเลยที่อู่อนันต์กลการของจำเลย เพื่อให้จำเลยประเมินค่าซ่อมรถยนต์ของโจทก์ จำเลยประเมินราคาค่าซ่อมและค่าอะไหล่รวม 100,000 บาท โจทก์และนายมิตรชัยตกลงค่าซ่อมและค่าอะไหล่70,000 บาทจำเลยตกลงรับจ้างซ่อมให้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์และนายมิตรชัยมีเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในสัญญาเอกสารหมาย จ.4ว่า นายมิตรชัยชำระค่าซ่อมในวันทำสัญญา 30,000 บาทส่วนที่เหลือ 40,000 บาท จะนำมาชำระที่อู่อนันต์กลการภายในวันที่ 30 มีนาคม 2536 หากผิดนัดยอมชำระค่าซ่อมและค่าอะไหล่100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัด โดยมีโจทก์และนายมิตรชัยลงชื่อเป็นคู่สัญญา จำเลยกับนางพิมพา บัวเทศภริยาจำเลยลงชื่อเป็นพยาน ในวันเดียวกันนั้นโจทก์และจำเลยทำสัญญาเอกสารหมาย จ.5 ระบุว่า อู่อนันต์กลการจะซ่อมรถยนต์ของโจทก์ให้เสร็จประมาณวันที่ 5 มีนาคม 2536 ได้รับชำระหนี้ล่วงหน้าแล้ว 30,000 บาทส่วนที่เหลือ 40,000 บาท ผู้ซ่อมจะเรียกเก็บจากนายมิตรชัย โดยค่าซ่อมส่วนนี้โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โจทก์ลงชื่อในฐานะผู้ให้ซ่อม จำเลยลงชื่อในฐานะผู้ซ่อม ปัญหาที่โจทก์และจำเลยนำสืบโต้เถียงกันว่า โจทก์หรือนายมิตรชัยเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยซ่อมรถยนต์ของโจทก์ แม้ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.4 จะมิได้ระบุชัดว่าโจทก์หรือนายมิตรชัยเป็นผู้ว่าจ้างจำเลย คงมีเงื่อนไขในข้อตกลงของโจทก์และนายมิตรชัยว่า นายมิตรชัยจะนำค่าซ่อมส่วนที่เหลือ 40,000 บาท มาชำระที่อู่อนันต์กลการย่อมหมายถึงชำระค่าซ่อมส่วนที่เหลือดังกล่าวแก่จำเลยเนื่องจากจำเลยเป็นเจ้าของอู่และยังเป็นเจ้าหนี้ในค่าซ่อมส่วนที่เหลือดังกล่าวด้วย แต่เงื่อนไขดังกล่าวยังไม่พอฟังว่านายมิตรชัยว่าจ้างจำเลยซ่อม เพราะตามสัญญาดังกล่าวยังมิได้กำหนดเวลาซ่อมเสร็จอันเป็นข้อสาระสำคัญของสัญญาว่าจ้างซ่อมทั้งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์และนายมิตรชัยซึ่งเป็นคู่สัญญาจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาด้วย กำหนดเวลาซ่อมแล้วเสร็จมาระบุในสัญญาเอกสารหมาย จ.5 โดยมีโจทก์และจำเลยเป็นคู่สัญญา ทั้งการลงชื่อในสัญญาก็ได้ระบุว่าโจทก์ในฐานะผู้ให้ซ่อมจำเลยในฐานะผู้ซ่อมจึงเห็นได้ชัดว่า โจทก์เป็นผู้ว่าจ้างจำเลยซ่อมรถยนต์ของโจทก์หาใช่นายมิตรชัยไม่ ซึ่งตามปกติเมื่อจำเลยซ่อมรถยนต์ของโจทก์เสร็จและนายมิตรชัยผิดนัดโจทก์ไม่นำเงินค่าซ่อมส่วนที่เหลือมาชำระแก่จำเลยตามที่ตกลงกับโจทก์ในสัญญาเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ต้องเป็นผู้ชำระค่าซ่อมดังกล่าวแก่จำเลย แต่จำเลยตกลงกับโจทก์ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.5 ว่าจำเลยจะเป็นผู้เรียกเก็บค่าซ่อมส่วนที่เหลือ 40,000 บาท จากนายมิตรชัยเองโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่าซ่อมดังกล่าวแสดงว่าจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในค่าซ่อมดังกล่าวตกลงรับภาระแทนโจทก์ โดยจะเรียกเก็บค่าซ่อมส่วนที่เหลือจากนายมิตรชัยตามที่นายมิตรชัยตกลงกับโจทก์ไว้ โดยโจทก์ไม่ต้องชำระค่าซ่อมแก่จำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาอย่างหนึ่งผูกพันจำเลยต้องปฏิบัติตาม เมื่อจำเลยไม่อาจเรียกค่าซ่อมจากนายมิตรชัยได้เนื่องจากนายมิตรชัยไม่ยอมชำระจำเลยย่อมไม่มีสิทธิย้อนกลับมาฟ้องเรียกค่าซ่อมส่วนที่เหลือดังกล่าวจากโจทก์อีก เพราะขัดต่อสัญญาที่จำเลยตกลงทำกับโจทก์ไว้โดยจำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่านายมิตรชัยต้องชำระค่าซ่อมแทนโจทก์โจทก์จึงไม่ต้องชำระค่าซ่อมดังกล่าวแก่จำเลยพิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ยก ฟ้อง โจทก์และ ยกฟ้อง แย้ง จำเลย ด้วย

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาย ไพบูลย์ รัชพานิชย์
จำเลย - นาย อนันต์ บัวเทศ
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 151, ม. 171, ม. 268, ม. 369, ม. 587, ม. 596
องค์คณะ
วิชิน สุขนทีธรรม
สมมาตร พรหมานกูล
กอบเกียรติ รัตนพานิช

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา