ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 แพ่ง

ฎีกาที่ 2144/2535

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การตกลงประนีประนอมยอมความต่อศาลเป็นสิทธิของคู่ความที่จะทำได้และย่อมมีผลผูกพันคู่ความที่ได้ตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แต่จะนำมาอ้างหรือใช้ยันบุคคลภายนอกได้ก็แต่เฉพาะการประนีประนอมยอมความในมูลหนี้อันแท้จริงเท่านั้น เมื่อผู้ร้องนำสืบไม่ได้ว่า หนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยมีมูลหนี้อันแท้จริง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอ้างคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยมายื่นคำขอเฉลี่ยหนี้โจทก์คดีนี้ได้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน65,205 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระโจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ต่อมานางอำนวย เวชชประสิทธิ์ ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์โดยอ้างว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1022/2532 ของศาลชั้นต้น ไม่อาจบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยได้ เนื่องจากจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นโจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยโดยไม่มีหนี้สินกันจริง แต่สมคบกันทำสัญญากู้ แล้วรีบยอมความกันหลังจากโจทก์ยึดทรัพย์จำเลย ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว ไม่เชื่อว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้คำพิพากษาของจำเลยโดยมิใช่หนี้สมยอมกัน จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิยื่นคำขอเฉลี่ยเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด ทรัพย์ของจำเลยเพื่อชำระหนี้ผู้ร้องหรือไม่ หนี้ตามพิพากษาที่ผู้ร้องนำมาเป็นมูลยื่นคำขอนี้ ผู้ร้องนำสืบว่าเป็นเงินกู้ที่จำเลยกู้จากผู้ร้องแล้วไม่ชำระ ผู้ร้องจึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลคดีถึงที่สุด โดยจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ยอมชำระหนี้โจทก์ แล้วไม่ชำระศาลฎีกาเห็นว่า การตกลงประนีประนอมยอมความต่อศาลเป็นสิทธิของคู่ความที่จะทำได้และย่อมมีผลผูกพันคู่ความที่ได้ตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น แต่จะนำมาอ้างหรือใช้ยันบุคคลภายนอกได้ก็แต่เฉพาะการประนีประนอมยอมความในมูลหนี้อันแท้จริงเท่านั้น สำหรับกรณีของผู้ร้องนี้จำนวนหนี้ที่กู้ยืมมีจำนวนถึง 40,000 บาท ซึ่งเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่ผู้ร้องยอมให้จำเลยกู้ยืมไปโดยง่าย ๆ ไม่มีหลักประกันแต่อย่างใดและให้กำหนดเวลาชำระหนี้นานถึง 5 ปี การที่จำเลยกู้เงินผู้ร้องดังกล่าว จำเลยจะต้องมีเหตุผลและความจำเป็นในการกู้ แต่ความปรากฏตามหลักฐานในสำนวนว่าเวลาที่จำเลยกู้เงินผู้ร้องนั้น จำเลยอาศัยอยู่กับบุคคลอื่นโดยภรรยาของจำเลยถึงแก่กรรมไปแล้ว บุตรของจำเลยก็มีอาชีพทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้งหมด จำเลยจึงไม่น่าจะมีความจำเป็นที่จะต้องกู้ยืมเงินผู้ร้องแต่ประการใดผู้ร้องอ้างว่าจำเลยกู้เงินไปซื้อไร่ที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่ผู้ร้องก็มิได้นำสืบต่อไปให้ได้ความว่ามีการซื้อไร่จริงหรือไม่ หรือจำเลยได้นำเงินที่กู้ไปใช้ในทางใดบ้าง การกู้ยืมที่ผู้ร้องอ้างว่ามีหนังสือสัญญากู้เป็นหลักฐาน แต่ผู้ร้องหาได้นำพยานในสัญญากู้นั้นมาเบิกความเป็นพยานด้วยไม่ การนำสืบของผู้ร้องจึงมีข้อพิรุธไม่น่าเชื่อว่ามีการกู้ยืมกันจริง ผู้ร้องนำสืบไม่ได้ว่าหนี้ระหว่างผู้ร้องกับจำเลยมีมูลหนี้อันแท้จริง น่าเชื่อว่าผู้ร้องกับจำเลยสมคบกันสร้างหลักฐานขึ้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิอ้างคำพิพากษาตามยอมระหว่างผู้ร้องกับจำเลยยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้โจทก์คดีนี้ได้ ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งพิพากษาชอบแล้วฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง รั้ง แปด แก้ว
ผู้ร้อง - นาง อำนวย เวชช ประสิทธิ์
จำเลย - นาย เหรียญ แสง พล บ หรือ แสง ทอง
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 653
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 138, ม. 290
องค์คณะ
วิทวัส อยู่วัฒนา
ไพศาล รางชางกูร
ประสิทธิ์ แสนศิริ

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา