ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 อาญา
ฎีกาที่ 2170/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
แม้สัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำ กับหนังสือสำคัญรับเงินตามสัญญาดังกล่าว เป็นเอกสารคนละฉบับ แต่ก็เป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ร่วมลงทุนน้อยกว่าที่ได้ร่วมลงทุนจริง การที่จำเลยปลอมสัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำ และปลอมหนังสือสำคัญรับเงินตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม 2528 ถึงวันที่ 9 ตุลาคม 2528 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันปลอมหรือใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารสัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำที่ 1/2528 อันเป็นเอกสารสิทธิ ขึ้นทั้งฉบับมีความว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเข้าร่วมกิจการเลี้ยงไก่และเพาะพันธุ์ปลากับจำเลยที่ 1ที่ 2 แล้วจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ หรือใช้ให้ผู้อื่นปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในเอกสารดังกล่าวเพื่อให้ตัวแทนโจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ และจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันปลอมหรือใช้ให้ผู้อื่นปลอมเอกสารหนังสือสำคัญรับเงินตามสัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำ ที่ 1/2528 และที่ 2/2528 ขึ้นทั้งฉบับ รวม 2 ฉบับ แล้วร่วมกันปลอมลายมือชื่อโจทก์ลงในเอกสารดังกล่าว เพื่อให้ตัวแทนโจทก์หรือผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ แล้วจำเลยทั้งสี่ได้ร่วมกันใช้หรืออ้างเอกสารปลอมดังกล่าวต่อแทนโจทก์หรือผู้อื่น โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน เหตุเกิดที่แขวงสี่พระยา เขตบางรักแขวงทุ่งวัดดอน เขต ยานนาวา และแขวงคลองถนน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 83, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธจำเลยที่ 2 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ชั่วคราวศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และ ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 ให้ลงโทษตามมาตรา 268 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยคนละ 4 ปีจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำที่ 1/2528 กับหนังสือสำคัญรับเงินตามสัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำที่ 1/2528 และที่ 2/2528 เป็นเอกสารคนละฉบับแต่ก็เป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อเป็นหลักฐานว่าโจทก์ร่วมลงทุนน้อยกว่าที่ได้ร่วมลงทุนจริงจึงถือได้ว่าการที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ปลอมสัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำที่ 1/2528 และปลอมหนังสือสำคัญรับเงินตามสัญญาจะร่วมกิจการและสัญญาวางมัดจำ ที่ 1/2528 และที่ 2/2528 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท มิใช่การกระทำความผิดหลายกรรมพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 กระทงหนึ่งและมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 อีกกระทงหนึ่งให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 265 แต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มีกำหนดคนละ 2 ปี และปรับคนละ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่าเคยมีประวัติหรือความประพฤติอันเป็นที่เสื่อมเสีย จึงให้รอการลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4ไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาง เฮียงเฮาะหรือประชา แซ่ตันหรือวัฒนเสวี
จำเลย - นางสาว รื่นจิตหรือรื่นจิตต์ ตั้งกิจรัตน์ กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 91, ม. 265, ม. 268
- องค์คณะ
- อุระ หวังอ้อมกลาง
ปรีชา เฉลิมวณิชย์
ปราโมทย์ ชพานนท์
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา