ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 แพ่ง

ฎีกาที่ 2180/2536

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

เมื่อปรากฏจากคำร้องของโจทก์ว่า เอกสารอันเป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยยังมียอดหนี้เพิ่มเติมจากยอดหนี้ที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้เดิมอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้วตั้งแต่ก่อนฟ้องคดี แสดงว่าโจทก์สามารถตรวจสอบหลักฐานดังกล่าวได้ตั้งแต่ก่อนฟ้องคดีแล้ว แต่โจทก์ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดก่อนฟ้องคดีว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าไรกันแน่ การที่โจทก์เพิ่งทราบยอดหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์เพิ่มหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องและศาลชั้นต้นชี้สองสถานไปแล้วนับเป็นข้อบกพร่องของโจทก์เอง ความบกพร่องดังกล่าวไม่อาจจะยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อแก้ไขคำฟ้องหลังวันชี้สองสถานได้ ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช้ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้อง จึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้คำฟ้องได้หลังวันชี้สองสถานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติยกเว้นไว้

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดกับดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า การคิดตัดทอนบัญชีเดินสะพัดของโจทก์ไม่ถูกต้อง จำเลยมิได้เป็นหนี้โจทก์ รายการที่โจทก์กล่าวอ้างเป็นหนี้เรื่องซื้อขายซึ่งได้ตัดทอนบัญชีขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและนัดสืบพยานโจทก์ ก่อนถึงวันสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้อง อ้างว่าเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2533 ผู้แทนโจทก์ได้พบหลักฐานแสดงว่า การลงบัญชีเดินสะพัดและแจ้งยอดหนี้ไปยังจำเลยผิดพลาด จำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องตามฟ้องเดิมขาดไป จึงขอแก้ไขคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้องและจำนวนทุนทรัพย์เพิ่มจากเดิมศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ควรจะทราบมาก่อนวันนัดชี้สองสถาน และคดีไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้อง ให้ยกคำร้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จะฟ้องคดีกล่าวหาว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญา และโจทก์จะเรียกค่าเสียหาย โจทก์จะต้องมีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า จำเลยประพฤติผิดสัญญาอะไร อย่างไรโจทก์เสียหายเป็นเงินเท่าไร และมีหลักฐานอะไรบ้าง เมื่อความปรากฏจากคำร้องของโจทก์ว่า เอกสารอันเป็นหลักฐานที่แสดงว่าจำเลยยังมียอดหนี้เพิ่มเติมจากยอดหนี้ที่โจทก์ยื่นฟ้องไว้เดิมอีกจำนวนหนึ่งอยู่ในความครอบครองของโจทก์แล้วตั้งแต่ต้น คือตั้งแต่ก่อนฟ้องคดีก็แสดงว่าโจทก์สามารถตรวจสอบหลักฐานเหล่านั้นได้ตั้งแต่ก่อนฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้จัดการทั่วไปคนใหม่ของโจทก์ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ฟ้องคดี ไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานให้ละเอียดรอบคอบเสียก่อนฟ้องคดีว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่เท่าไรกันแน่ การที่โจทก์เพิ่งทราบยอดหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์เพิ่มหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยและศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานไปแล้วนับเป็นข้อบกพร่องของโจทก์เอง ความบกพร่องดังกล่าวโจทก์ไม่อาจจะยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อขอแก้ไขคำฟ้องหลังวันชี้สองสถานตามที่กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ได้ ทั้งข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช่ข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่ จึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่โจทก์จะยื่นได้หลังจากวันที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180บัญญัติยกเว้นไว้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - บริษัท สิงค์ - ไทย ฟาร์ม จำกัด
จำเลย - นาย ไพรัช แซ่ซิ้ม
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 180
องค์คณะ
สุรินทร์ นาควิเชียร
ไมตรี กลั่นนุรักษ์
สุวรรณ ตระการพันธุ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา