ฎีกา ปี พ.ศ. 2536 อาญา
ฎีกาที่ 2345/2536
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายจำเลยพบ อ. ขับรถยนต์บรรทุกเกินน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด จำเลยได้จับกุม อ. ย่อมถือได้ว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว เมื่อจำเลยรับเงินจากผู้เสียหายแล้ว จำเลยกลับละเว้นไม่กระทำการในตำแหน่งหน้าที่ที่จะต้องแจ้งข้อหาแก่ อ. การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 157จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 เมื่อผิดบทเฉพาะแล้วไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 จำคุก 5 ปี คำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษ ศาลอุทธรณ์ย่อมลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157จำคุก 2 ปี ข้อหานอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย จำเลยพบนายอมรขับรถยนต์บรรทุกทรายมาตามทางหลวงสาย 331ในสภาพที่น่าจะบรรทุกเกินน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด จึงได้บังคับให้หยุดรถและนำรถไปชั่งตรวจสอบน้ำหนักบรรทุก เมื่อทำการชั่งแล้วจำเลยบอกว่าน้ำหนักเกิน ให้นายอมรนำรถไปจอดที่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอคลองกิ่ว แล้วยึดเอากุญแจรถไป ต่อจากนั้นจำเลยบอกผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวว่า บรรทุกน้ำหนักเกินผู้ขับรถจะต้องถูกจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ดังนั้นย่อมถือได้ว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว แม้จะมีระเบียบกรมตำรวจเกี่ยวกับคดีตามเอกสารหมาย จ.23และประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหน่วยงานเขตอำนาจการรับผิดชอบและเขตพื้นที่การปกครองของหน่วยราชการในกรมตำรวจ พ.ศ. 2520ตามเอกสารหมาย จ.24 จำกัดอำนาจการสอบสวนไว้ก็ตามเป็นเรื่องภายในของกรมตำรวจไม่ตัดอำนาจของจำเลยในการจับกุมผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวน3,100 บาท จากผู้เสียหายแล้ว จำเลยกลับละเว้นไม่กระทำการในตำแหน่งหน้าที่ที่จะต้องแจ้งข้อหานายอมรว่า ใช้ยานพาหนะบนทางหลวงที่น้ำหนักบรรทุกเกินกว่ากฎหมายกำหนดคงแจ้งข้อหานายอมรว่าใช้รถยนต์บรรทุกทรายรั่วไหล เปรอะเปื้อนลงบนถนนหลวง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่นแทน โดยมิชอบด้วยหน้าที่และโดยทุจริต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ว่าไม่ได้กระทำผิดฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีก"พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ให้จำคุกจำเลย 5 ปี จำเลยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจมานานหลายปีจนได้ชั้นยศเป็นสิบตำรวจเอก มีผลงานการจับกุมดีเด่นนับได้ว่าเป็นผู้มีคุณความดีมาแต่ก่อน จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาเห็นควรลดโทษให้จำเลยลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลย 3 ปี 4 เดือน ที่จำเลยขอให้ศาลฎีการอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เนื่องจากศาลลงโทษจำเลยเกินสองปี จึงไม่อาจรอการลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด ชลบุรี
จำเลย - สิบตำรวจเอก นิกร ผสม ทรัพย์ - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 149
- องค์คณะ
- สุนพ กีรติยุติ
ชลิต ประไพศาล
สุเมธ อุปนิสากร
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา