ฎีกา ปี พ.ศ. 2535 อาญา

ฎีกาที่ 2350/2535

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นุ่งโสร่งและใส่เสื้อแขนสั้นตรงกับที่จำเลยที่ 1 แต่งกายในตอนเช้าและในตอนเย็น ขณะเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมก็ยังแต่งกายชุดเดิมการปล้นกระทำกันในระยะประชิดโดยจำเลยที่ 1 วิ่งจากข้างทางมายืนขวางหน้ารถแล้วยกอาวุธปืนขึ้นจ้องขู่บังคับให้หยุดรถ แม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะสวมหมวกถักด้วยไหมพรม แต่ใบหน้าตั้งแต่ระดับคิ้วลงมาจดคางไม่มีสิ่งใดปิดบัง เหตุเกิดเวลากลางวัน พยานโจทก์เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 มาก่อนเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมง และเห็นรอยแผลเป็นที่บริเวณใกล้ข้อมือซ้ายของจำเลยที่ 1 ขณะยกอาวุธปืนจ้องขู่บังคับอยู่ตรงหน้ารถ พยานโจทก์ย่อมจำคนร้ายได้ถูกต้อง และหลังเกิดเหตุยังได้ระบุตำหนิรูปพรรณคนร้ายจนเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปจับจำเลยที่ 1 ได้ แล้วจำเลยที่ 1 ซัดทอดว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 2 ได้พร้อมของกลางจำเลยที่ 2 ให้การรับว่าเงินของกลางได้มาจากการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหาย ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพพยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดจริงตามฟ้อง.

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,340 วรรคสอง, 340 ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ลงวันที่21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 14, 15 ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 213,400 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสอง, 340 ตรี จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 12 ปี ริบของกลางให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 213,400 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งสองจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2532 เวลา 13.30 นาฬิกาคนร้าย 4 คน มีอาวุธปืนคนละกระบอกร่วมกันปล้นเอาทรัพย์สินต่าง ๆ ตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้าย เอกสารหมาย ป.จ.4 รวมราคา218,400 บาท ของผู้เสียหายทั้งสองไปปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีนายสมจิตรและนางวรรณีเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่วิ่งจากข้างทางด้านขวามายืนขวางหน้ารถแล้วยกอาวุธปืนเอ็ม 16 ขึ้นจ้องขู่บังคับให้หยุดรถ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 นุ่งโสร่งและใส่เสื้อแขนสั้นตรงกับที่จำเลยที่ 1 แต่งกายในตอนเช้าและขณะที่นายสมจิตรพาเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 1 ได้ที่วัดท่าหยีเมื่อเวลา 17.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ก็ยังแต่งกายชุดเดิมแม้ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะสวมหมวกถักด้วยไหมพรม แต่ใบหน้าตั้งแต่ระดับคิ้วลงมาจดคางไม่มีสิ่งใดปิดบังจึงยังพอที่จะจำกันได้เหตุเกิดเวลากลางวันสามารถมองเห็นกันได้ชัดเจน การปล้นกระทำกันในระยะประชิด นายสมจิตรและนางวรรณีได้เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 มาก่อนจะเกิดเหตุเพียงไม่กี่ชั่วโมงย่อมจะจำกันได้ไม่ผิดพลาด ทั้งยังได้เห็นรอยแผลเป็นที่บริเวณใกล้ข้อมือซ้ายของคนร้ายขณะยกอาวุธปืนเอ็ม 16 ยืนจ้องขู่บังคับอยู่ตรงหน้ารถซึ่งจำเลยที่ 1 ก็มีแผลเป็นที่บริเวณใกล้ข้อมือซ้ายอยู่จริงเชื่อได้ว่านางสมจิตรและนางวรรณีจำคนร้ายได้ถูกต้อง หลังเกิดเหตุนายสมจิตรระบุตำหนิรูปพรรณคนร้ายให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบเป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามไปจับจำเลยที่ 1 มาได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ เมื่อจับจำเลยที่ 1 ได้แล้ว จำเลยที่ 1 ได้ซัดทอดว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับจำเลยที่ 2 ได้ที่บ้านของจำเลยที่ 2 พร้อมกับยึดได้ธนบัตรฉบับละ 500 บาท จำนวน 10 ฉบับจากลิ้นชักโต๊ะในห้องนอนของจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง จำเลยที่ 2ให้การรับสารภาพและรับว่าเงินของกลาง จำเลยที่ 2 ได้มาจากการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การรับสารภาพ และนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ถ่ายภาพไว้ตามภาพถ่ายหมาย ป.จ.3 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์คัดค้านเท่ากับยอมรับว่าคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2เป็นความจริง พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายรายนี้และได้กระทำผิดจริงตามที่โจทก์ฟ้อง..."พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สงขลา
จำเลย - นาย ลัภ สังฆโน กับพวก
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา — ม. 227
องค์คณะ
สุนพ กีรติยุติ
ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ราเชนทร์ จัมปาสุต

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา