ฎีกา ปี พ.ศ. 2537 แพ่ง
ฎีกาที่ 2356/2537
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
ย. กับโจทก์เป็นสามีภริยาและร่วมกันประกอบอาชีพรับจ้างขุดดิน แม้ชื่อคู่สัญญาฝ่ายผู้รับจ้างจะทำในนามของ ย. เพียงคนเดียว แต่โจทก์กับ ย. ก็มีอำนาจจัดกิจการร่วมกันทั้งเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องจ่ายก็เป็นสินสมรสระหว่าง ย.กับโจทก์เมื่อย. ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระเงินค่าจ้างเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1477
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามว่าจ้างโจทก์ให้ขุดดินและดันดินที่การเคหะแห่งชาติจังหวัดนครปฐม โจทก์คิดหักบัญชีกับจำเลยทั้งสามแล้ว จำเลยทั้งสามยังค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน 35,020 บาทโจทก์เป็นหญิงมีสามีได้รับความยินยอมจากสามีให้ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระค่าจ้างที่ค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 35,020บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ทำงานตามฟ้อง ไม่เคยคิดเงินหรือจ่ายเงินใด ๆแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและคดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 35,020 บาทแก่โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (12 กันยายน 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงห้ามมิให้คู่ความในข้อเท็จจริงและในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นายยู่ลิ้ม ขมประเสริฐเป็นสามีของโจทก์ และประกอบธุรกิจรับจ้างขุดดินร่วมกัน จำเลยที่ 1ว่าจ้างนายยู่ลิ้มให้ขุดดินตามฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2ฎีกาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์มิใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 1และที่ 2 นั้น เห็นว่า แม้นายยู่ลิ้ม ขมประเสริฐ เป็นผู้รับจ้างขุดดินให้แก่จำเลยที่ 1 แต่นายยู่ลิ้มกับโจทก์เป็นสามีภริยากันโจทก์กับยู่ลิ้มร่วมกันประกอบอาชีพรับจ้างขุดดิน โจทก์กับยู่ลิ้มจึงมีอำนาจจัดกิจการร่วมกัน ทั้งเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องจ่ายก็เป็นสินสมรสระหว่างนายยู่ลิ้มกับโจทก์ เมื่อนายยู่ลิ้มทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ฟ้องคดีโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระเงินค่าจ้างเพื่อประโยชน์แก่สินสมรสนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1477 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องด้วยเหตุดังกล่าวมาแล้ว ปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเพราะเป็นหุ้นส่วนกับนายยู่ลิ้มเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - นาง กัลยา บุญเพ็ญ หรือ ขม ประเสริฐ
จำเลย - จ่าสิบเอก สุ กิจ สืบ น้อย กับพวก - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1477
- องค์คณะ
- โกษา ปิยสิรานนท์
บุญศรี กอบบุญ
ชลอ ทองแย้ม
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา