ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 แพ่ง

ฎีกาที่ 2437/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา4บัญญัติให้เสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่นั้นคำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้องแต่ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ป. ที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงพระโขนง เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยตามมาตรา31วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพ.ศ.2535อันเนื่องมาแต่มูลเหตุละเมิดที่จำเลยได้ก่อขึ้นการจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวมิใช่ต้นเหตุพิพาทอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิแห่งโจทก์คงเป็นเพียงสิทธิที่โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้นมูลคดีนี้จึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนง โจทก์จึงเสนอคำฟ้องต่อศาลแขวงพระโขนงหาได้ไม่

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ชนนายประยูร คุ้มเดชขณะกำลังเดินข้ามถนนโดยความประมาทของจำเลยเป็นเหตุให้นายประยูรได้รับอันตรายแก่กาย ต่อมานายประยูรได้ยื่นคำร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นต่อสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ จำนวน 9,431 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิจากนายประยูรและทวงถามให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,431 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันที่ครบกำหนดทวงถามจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า ไม่ปรากฎว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลและมูลคดีก็ไม่ได้เกิดขึ้นในเขตศาล คดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล มีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องของตนต่อศาลแขวงพระโขนงหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่า โจทก์จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่นายประยูรที่สำนักงานคุ้มครองผู้เอาประกันภัยเขต 1 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงพระโขนง สิทธิไล่เบี้ยของโจทก์จึงเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสงค์ภัยจากรถ พ.ศ. 2535 มาตรา 31อันอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลแขวงพระโขนงนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4 บัญญัติว่า "เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น (1)คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่" คำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535อันเนื่องมาแต่มูลเหตุละเมิดที่จำเลยได้ก่อขึ้นเท่านั้น การจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นดังกล่าวจึงมิใช่ต้นเหตุพิพาทอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิต่อโจทก์ คงเป็นเพียงสิทธิที่โจทก์จะใช้สิทธิไล่เบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลแขวงพระโขนง โจทก์จะเสนอคำฟ้องของตนต่อศาลแขวงพระโขนงหาได้ไม่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - กรมการประกันภัย
จำเลย - นาย มานพ ปานเพ็ชร
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 4
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 — ม. 31
องค์คณะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สัญชัย สิงหลกะ
อำนวย หมวดเมือง

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา