ฎีกา ปี พ.ศ. 2533 อาญา
ฎีกาที่ 2552/2533
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
จำเลยใช้อุบายหลอกลวง นางสาว ป. และนางสาว จ.ผู้เยาว์อ้างว่าจะพาไปทำงานที่จังหวัดแพร่ เมื่อผู้เยาว์ทั้งสองตกลงจำเลยกลับพาผู้เยาว์ทั้งสองไปขายให้เป็นโสเภณีที่จังหวัดปัตตานี ดังนี้ เห็นได้ว่าที่จำเลยหลอกลวงผู้เยาว์ทั้งสองก็โดยเจตนาจะให้เกิดผลต่างกรรมกัน แม้จะพาไปในครั้งเดียวคราวเดียวก็เป็นการกระทำต่อผู้เยาว์แต่ละคนโดยเฉพาะการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ต้องลงโทษจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารรวม 2 กระทง จำเลยพาผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้เกิดความผิดในฐานนี้ฐานหนึ่งแล้ว การที่จำเลยพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาก็โดยเจตนาจะให้เกิดความผิดในฐานนั้นอีกฐานหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรมต่างกัน.
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283,318, 91, 83จำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยกับพวกได้ใช้อุบายหลอกลวงเพื่อเป็นธุระจัดหา ล่อไป ชักพาผู้เยาว์ทั้งสองซึ่งอายุไม่เกิน 14 ปีไปเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น และพรากผู้เยาว์ทั้งสองอายุกว่า15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดาโดยที่ผู้เยาว์ทั้งสองไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง และมาตรา 318วรรคสาม รวม 2 กระทง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง อันเป็นบทหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 10 ปี รวมจำคุก 20 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยฎีกาทำนองว่า การกระทำของจำเลยต่อนางสาวเป็งและนางสาวจรูญเป็นการกระทำกรรมเดียว ที่ศาลพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยมาไม่ชอบนั้น ข้อนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้อุบายหลอกลวงนางสาวเป็งและนางสาวจรูญ อ้างว่าจะพาไปทำงานที่จังหวัดแพร่ เมื่อผู้เยาว์ทั้งสองตกลง จำเลยกลับพาผู้เยาว์ทั้งสองไปขายให้เป็นหญิงโสเภณีที่จังหวัดปัตตานี ดังนี้เห็นได้ว่าที่จำเลยหลอกลวงผู้เยาว์ทั้งสองก็โดยเจตนาจะให้เกิดผลต่างกรรมกัน แม้จะพาไปในครั้งเดียวคราวเดียวก็เป็นการกระทำต่อผู้เยาว์แต่ละคนโดยเฉพาะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารรวม 2 กระทงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันแต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การพาหญิงไปเพื่อการอนาจารกับความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง และมาตรา 318 วรรคสามเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามมาตรา283 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทหนักนั้น ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่ถูกต้องเพราะที่จำเลยพาผู้เยาว์ทั้งสองไปเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้เกิดความผิดในฐานนี้ฐานหนึ่งแล้ว การที่จำเลยพรากผู้เยาว์ทั้งสองไปเสียจากบิดามารดาก็โดยเจตนาจะให้เกิดความผิดในฐานนั้นอีกฐานหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยจึงเป็นหลายกรรมต่างกันตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 398/2520 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นายรุ่ง ธรรมยิ่ง จำเลย แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 318 วรรคสาม ด้วยศาลฎีกาจึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยให้หนักไปกว่าโทษตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองได้ แต่เห็นสมควรปรับบทลงโทษจำเลยเสียให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318 วรรคสาม อีก 2 กระทง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์".
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด น่าน
จำเลย - นาย อนุ ชา หรือ อ้ วน บุญ มา - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 90, ม. 91
- องค์คณะ
- เดชา สุวรรณโณ
อัมพร เดชศิริ
ประจักษ์ พุทธิสมบัติ
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา