ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง

ฎีกาที่ 2554/2539

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

โจทก์เป็นภริยาผ. จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี2510ผ.จดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินพิพาทเมื่อปี2513ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผ. และเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1466,1462วรรคสองเดิมที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีสัญญาก่อนสมรสระหว่างโจทก์กับผ. ตกลงกันเป็นอย่างอื่นผ.จึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการที่ดินพิพาทซึ่งรวมถึงการจำหน่ายที่ดินพิพาทด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1468,1473วรรคหนึ่งเดิมแม้ภายหลังจะได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วบรรพ5ที่แก้ไขใหม่ในปี2519พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่พ.ศ.2519มาตรา7ก็บัญญัติรับรองอำนาจจัดการสินสมรสของผ. ดังนั้นผ. เพียงผู้เดียวย่อมมีอำนาจจำหน่ายที่ดินพิพาทได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นภริยา

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของพันตำรวจโทผจญ เกษรางกูรหรือเกสรางกูรหรือเกษรางกูล จดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2510เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2513 พันตำรวจโทผจญรับโอนมรดกที่ดินพิพาทที่ดินพิพาทจึงเป็นสินบริคณห์ระหว่างโจทก์กับพันตำรวจโทผจญ ครั้นวันที่ 12 มิถุนายน 2524 พันตำรวจโทผจญจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา โดยโจทก์ไม่รู้เห็นและไม่ยินยอมและจำเลยได้นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พันตำรวจโทผจญตายเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2529โจทก์ทราบเรื่องการโอนที่ดินพิพาทเมื่อเดือนเมษายน 2534จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างนิติกรรมให้โดยเสน่หาแล้วนิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะ แต่จำเลยไม่ยอมคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ขอให้พิพากษาว่า การจดทะเบียนให้โดยเสน่หาซึ่งที่ดินพิพาทเป็นโมฆะให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืนแก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายจำเลยให้การว่า พันตำรวจโทผจญและจำเลยเป็นบุตรของนายฮั้วและนางสอน เกษรางกูล เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2513พันตำรวจโทผจญรับโอนที่ดินพิพาทมรดกของนางสอนซึ่งยังไม่ได้แบ่งปันกันในระหว่างทายาทของนางสอนซึ่งมีบุตรรวม 10 คน ที่ดินพิพาทจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทายาทนางสอนทั้ง 10 คน มิใช่ทรัพย์สินที่โจทก์และพันตำรวจโทผจญทำมาหาได้ร่วมกัน เมื่อไม่มีสัญญาก่อนสมรสกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ภายหลังใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ที่แก้ไขแล้วพันตำรวจโทผจญมีอำนาจจำหน่ายจ่ายโอนหรือทำนิติกรรมได้โดยไม่ต้องรับความยินยอมจากโจทก์ ดังนั้นโจทก์ไม่มีอำนาจบังคับให้โอนที่ดินพิพาทคืนเป็นสินสมรส พันตำรวจโทผจญขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแต่จดทะเบียนให้โดยเสน่หาแก่จำเลยเมื่อวันที่12 มิถุนายน 2524 เป็นการอำพรางการซื้อขายเพื่อลดเงินชำระค่าธรรมเนียมและภาษี จำเลยจึงรับโอนที่ดินพิพาทโดยเสียค่าตอบแทน ในวันจดทะเบียนโอนโดยเสน่หาให้แก่จำเลยโจทก์ก็ทราบ แต่โจทก์มิได้คัดค้านและไม่บอกล้างภายใน 1 ปี แต่โจทก์มาบอกล้างเมื่อเดือนเมษายน 2534 จึงขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟองโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพันตำรวจโทผจญ เกษรางกูลโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2510 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2513พันตำรวจโทผจญได้จดทะเบียนรับโอนมรดกของนางสอน เกศรางกูรหรือเกสรางกูล เป็นที่ดินโฉนดที่ 9513 ตำบลหนองเทียงอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2524พันตำรวจโทผจญได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า พันตำรวจโทผจญมีอำนาจจำหน่ายที่ดินแปลงดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พันตำรวจโทผจญได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับพันตำรวจโทผจญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1466 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเป็นส่วนหนึ่งของสินบริคณห์ตามมาตรา 1462 วรรคสอง เดิม เมื่อไม่ปรากฏว่ามีสัญญาก่อนสมรสระหว่างโจทก์กับพันตำรวจโทผจญตกลงกันเป็นอย่างอื่นพันตำรวจโทผจญจึงเป็นผู้มีอำนาจจัดการที่ดินพิพาทซึ่งรวมทั้งการจำหน่ายที่ดินพิพาทด้วย ตามมาตรา 1468, 1473 วรรคหนึ่ง เดิมแม้ภายหลังจะได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5ที่แก้ไขใหม่ในปี 2519 พระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519มาตรา 7 ก็บัญญัติรับรองว่า "บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ แต่ให้ถือว่าสินเดิมตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิมของฝ่ายใดเป็นสินส่วนตัวตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ของฝ่ายนั้นเพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดเป็นผู้จัดการสินบริคณห์แต่ฝ่ายเดียว ให้ถือว่าคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ยินยอมให้คู่สมรสฝ่ายนั้นจัดการสินสมรสและสินส่วนตัวตามวรรคหนึ่งของตนด้วย"ดังนั้นพันตำรวจโทผจญเพียงผู้เดียวย่อมมีอำนาจจำหน่ายที่ดินพิพาทได้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากพันตำรวจโทผจญ พันตำรวจโทผจญมีสิทธิทำสัญญาขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินบริคณห์ให้แก่จำเลยโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1468และ 1473 วรรคหนึ่ง เดิม ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง สมร เกษรางกูรหรือเกสรางกูรหรือเกษรางกูล
จำเลย - นาง เล็ก ช้างยิ้ม
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 1462, ม. 1466, ม. 1468, ม. 1473 เดิม
ให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 — ม. 7
องค์คณะ
สมพงษ์ สนธิเณร
สมภพ โชติกวณิชย์
ไพโรจน์ คำอ่อน

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา