ฎีกา ปี พ.ศ. 2539 แพ่ง
ฎีกาที่ 256/2539
คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)
สัญญาจ้างทำของกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงจึงอาจนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อความในสัญญาจ้างทำของได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความมาตรา94 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยต้องชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์รวมเป็นเงิน248,625บาทแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับจำนวน249,625บาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อยศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเป็น248,625บาทเพื่อให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา143
คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น จำนวน 13 หลังในราคาหลังละ 85,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 1,105,000 บาท ตกลงชำระค่าจ้างเป็น 6 งวด จำเลยก่อสร้างงานตามสัญญาแล้วเสร็จไป 2 งวดส่วนงานงวดที่ 3 ดำเนินการไปบางส่วนแล้วจำเลยทิ้งงานไป โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยต้องชำระค่าปรับจากการทำงานเป็นเงินวันละ 5,525 บาท รวมเป็นค่าปรับจำนวน 259,675 บาท และจำเลยเบิกเงินค่าจ้างไปรวมเป็นเงิน 840,000 บาท แต่จำเลยดำเนินงานเสร็จไปตามสัญญาเพียงงานงวดที่ 3 คิดเป็นค่าจ้างจำนวน 459,090 บาทจึงเป็นเงินค่าจ้างที่เบิกเกินไป 380,910 บาท เมื่อรวมค่าปรับดังกล่าวข้างต้นแล้วเป็นเงิน 640,585 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 14,004 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 654,585 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 640,585 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า สัญญาว่าจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ไม่มีผลผูกพันโจทก์กับจำเลย เนื่องจากโจทก์และจำเลยไม่มีเจตนาใช้สัญญาดังกล่าวบังคับต่อกัน โจทก์ขอให้จำเลยทำสัญญาเพื่อนำไปอ้างต่อบริษัทเท่านั้น โจทก์ตกลงกับจำเลยด้วยวาจาว่าจ้างเหมาเฉพาะค่าแรงงานให้จำเลยก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น จำนวน13 หลัง เป็นเงินหลังละ 125,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวน1,650,000 บาท มีระยะเวลาการก่อสร้าง 6 เดือน โดยโจทก์เป็นฝ่ายจัดหาวัสดุก่อสร้างทั้งหมด จำเลยทำงานก่อสร้างแล้วเสร็จไปประมาณร้อยละ 90 ของงานทั้งหมดคิดเป็นเงินค่าจ้างจำนวน 1,462,000 บาทแต่โจทก์จ่ายค่าจ้างให้จำเลยเพียง 840,000 บาท โจทก์คงค้างชำระค่าจ้างเป็นเงินจำนวน 622,500 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเนื่องจากจำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยไม่ต้องชำระค่าปรับเพราะโจทก์จำเลยไม่มีเจตนาใช้หนังสือสัญญาว่าจ้างท้ายฟ้องบังคับต่อกัน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทวงถามให้โจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระ ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระค่าจ้างที่ค้างชำระและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 635,163 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 622,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์จำเลยได้ทำเป็นหนังสือ มีเงื่อนไขผูกพันกันโดยชัดแจ้งตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โจทก์ตกลงให้ค่าจ้างจำเลยหลังละ 85,000 บาท มิใช่125,000 บาท จำเลยได้ทำการก่อสร้างคิดเป็นปริมาณงานเพียงร้อยละ 40 เป็นเงินค่าจ้างจำนวน 459,090 บาท โจทก์ไม่ได้ติดค้างค่าจ้างจำเลย จึงไม่ต้องรับผิดใช้เงินจำนวน 622,500 บาทแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 249,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2534เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินจำนวน300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 14,004 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์รับฟังคำเบิกความของพยานโจทก์ในเรื่องอัตราค่าจ้างปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์พิพาทแตกต่างไปจากที่ปรากฎในสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.3 เป็นการยอมรบการสืบพยานบุคคลแก้ไขพยานเอกสาร ต้องห้ามตามกฎหมายนั้นเห็นว่า สัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.3 เป็นสัญญาจ้างทำของซึ่งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงโจทก์จึงอาจนำพยานบุคคลมาสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อความในสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.3 ได้ไม่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94ทั้งคดีนี้ปรากฎว่าตามสัญญาว่าจ้างเอกสารหมายหมาย จ.3 ข้อ 1 กำหนดการว่าจ้างก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์พิพาทจำนวน 13 หลัง ข้อ 2 กำหนดค่าจ้างในอัตราหลังละ 85,000 บาท แม้จะมีข้อความต่อไปว่า งวดที่ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท ต่อหลัง งวดที่ 2 ชำระเงินจำนวน180,000 บาท ต่อหลัง งวดที่ 3 ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท ต่อหลังงวดที่ 4 ชำระเงินจำนวน 180,000 บาท ต่อหลัง งวดที่ 5 ชำระเงินจำนวน180,000 บาท ต่อหลัง งวดที่ 6 ชำระเงินจำนวน 205,000 บาท ต่อหลังแต่สัญญาว่าจ้างตามเอกสารหมาย จ.3 เป็นแบบพิมพ์ที่นำมากรอกจำนวนเงินและรายละเอียดอื่น ๆ โดยคำว่า "ต่อหลัง" เป็นคำที่ปรากฎในแบบพิมพ์อยู่แล้ว ทั้งเมื่อรวมเงินที่ต้องชำระทั้ง 6 งวดแล้วเป็นจำนวนเงิน1,105,000 บาท เท่ากับค่าจ้างหลังละ 85,000 บาท รวม 13 หลังจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการกำหนดการชำระเงินทั้ง 6 งวด เป็นการกำหนดค่าจ้างก่อสร้างอาคารทาวน์เฮาส์พิพาททั้ง 13 หลัง แต่โจทก์และจำเลยมิได้ขีดฆ่าคำว่าต่อหลังตามแบบพิมพ์ออก กรณีหาเป็นการนำพยานบุคคลมาสืบเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อความในสัญญาว่าจ้างเอกสารหมายจ.3 ไม่ ศาลอุทธรณ์จึงรับฟังคำเบิกความพยานบุคคลของโจทก์ในเรื่องค่าจ้างปลูกสร้างอาคารทาวน์เฮาส์พิพาทว่าตกลงจ้างในอัตราหลังละ85,000 บาท รวมเป็นเงินค่าจ้างทั้งสิ้น 1,105,000 บาท ได้แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเบี้ยปรับจำนวน249,625 บาท แก่โจทก์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ปรากฎว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยต้องชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์วันละ 5,525บาท เป็นเวลา 45 วัน รวมเป็นเงิน 248,625 บาท ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 249,625 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขข้อผิดพลาดหรือข้อหลงผิดดังกล่าวให้ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 548,625 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 248,625 บาท นับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2534 และจากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง(วันที่ 31 ตุลาคม 2534) ต้องไม่เกิน 14,004 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อมูลคดี
- คู่ความ
- โจทก์ - บริษัท พี.เค.พลัซ วัสดุก่อสร้าง จำกัด
จำเลย - นาย สุพรรณ พร้อมรุ่งเรือง - กฎหมายที่อ้าง
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ — ม. 587
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง — ม. 94, ม. 143 - องค์คณะ
- ชลอ บุณยเนตร
สมาน เวทวินิจ
ธวัชชัย พิทักษ์พล
ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว
ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา