ฎีกา ปี พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 2681 - 2683/2545

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

มติคณะรัฐมนตรีที่ยกเว้นให้จำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย มีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น มิได้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสมิได้เกิดจากข้อเรียกร้องจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้มีผลบังคับแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างจะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงสามารถออกประกาศเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อมาตรา 13 โจทก์ยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือน ตามประกาศของจำเลยแทน จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้มีผลแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ซึ่งสามารถกระทำได้และขณะนั้นจำเลยยังมิได้จ่ายเงินโบนัสประจำปีดังกล่าวให้แก่พนักงานจึงมีผลใช้บังคับ ไม่เป็นการย้อนหลังจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ให้โจทก์

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่1 กุมภาพันธ์ 2531 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,870 บาท และค่าครองชีพเดือนละ1,100 บาท จ้างโจทก์ที่ 2 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2532 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 17,160 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,100 บาท จ้างโจทก์ที่ 3 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2521 ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,130 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,100 บาท โดยมีสัญญาจ้าง ระเบียบข้อบังคับการทำงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่าจะจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทั้งสามปีละ 4.5 เท่าของเงินเดือนกรณีที่โจทก์ทั้งสามทำงานครบ 1 ปี โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 2.25เท่าของเงินเดือน งวดแรกจ่ายในเดือนมิถุนายน งวด หลังเดือนธันวาคม พนักงานที่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสงวดแรกต้องทำงานถึงวันที่ 30 มิถุนายน งวดหลังต้องทำงานถึงวันที่ 31 ธันวาคม การจ่ายเงินโบนัสงวดแรกจำเลยจะทดรองจ่ายให้ก่อนในเดือนเมษายน หากพนักงานคนใดทำงานไม่ถึงวันที่ 30 มิถุนายน จะต้องคืนเงิน โบนัสนั้นให้แก่จำเลย จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ทั้งสามตลอดมา จนถึงปี 2540 จากนั้นในเดือนเมษายน 2541 จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 เพียงคนละ 1 เดือนและไม่จ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 3 โดยจำเลยมิได้แจ้งขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 โจทก์ทั้งสามทำงานกับจำเลยจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยจึงค้างจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 8 เท่าของเงินเดือน คิดเป็นเงิน 126,960บาท ค้างจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 8 เท่าของเงินเดือน คิดเป็นเงิน 137,280บาท ค้างจ่ายเงินโบนัสให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 9 เท่าของเงินเดือน คิดเป็นเงิน 190,170บาท และในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยบังคับข่มขู่ให้โจทก์ทั้งสามลงนามในหนังสือลาออกและให้พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของจำเลยทั้ง ๆ ที่โจทก์ทั้งสามไม่มีเจตนาลาออก จึงขอถือคำฟ้องนี้เป็นการบอกล้างการลงนามในหนังสือลาออกดังกล่าว จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามเพราะปรับโครงสร้างองค์กรใหม่โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และหลังจากเลิกจ้างโจทก์ทั้งสามแล้วจำเลยยังได้รับสมัครพนักงานใหม่ การเลิกจ้างของจำเลยจึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินโบนัส 145,283.35 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 126,960 บาท ค่าชดเชยพิเศษ81,306.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 79,350 บาทค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,309,275 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงินโบนัส157,656.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 137,280 บาทค่าชดเชยพิเศษ 70,586.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน68,640 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,415,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 2 และชำระเงินโบนัส 221,079.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 190,170 บาทค่าชดเชยพิเศษ 217,291.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน211,300 บาท ค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,743,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ที่ 3จำเลยทั้งสามสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่1 กุมภาพันธ์ 2531 วันที่ 18 กันยายน 2532 วันที่ 24 กรกฎาคม 2521 จนถึงวันที่22 กุมภาพันธ์ 2543 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,970 บาท 18,260 บาทและ 22,230 บาท ตามลำดับ และมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องระเบียบข้อบังคับ สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ตามเอกสารที่โจทก์ทั้งสองอ้างจริงแต่ยังมีข้อตกลงเรื่องเงินโบนัสโดยจำเลยได้ประกาศให้โจทก์และพนักงานของจำเลยทุกคนทราบว่าการจ่ายเงินโบนัสของแต่ละปีขึ้นอยู่กับผลประกอบการของปีนั้นและการพิจารณาตัดสินใจอันเป็นนโยบายด้านบริหารของจำเลย ในรอบปี 2541 จำเลยขาดทุน จึงพิจารณาจ่ายเงินโบนัส 1 เดือน เฉพาะพนักงานที่มีฐานเงินเดือนไม่เกิน20,000 บาท โจทก์ที่ 1 ที่ 2 จึงได้รับเงินโบนัสคนละ 1 เดือน ในเดือนเมษายน 2541อันเป็นเงินทดรองจ่ายเงินโบนัสงวดเดือนมิถุนายน และต่อมาจำเลยเห็นสมควรประกาศระงับการจ่ายเงินโบนัส แต่จ่ายเงินช่วยเหลือพิเศษจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือนแทนซึ่งโจทก์ทั้งสามได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว จำเลยจึงไม่มีหนี้ค้างจ่ายเงินโบนัสตามฟ้อง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์ทั้งสามได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยโดยสมัครใจ พร้อมกับรับเงินช่วยเหลือทดแทนการลาออกซึ่งรวมทั้งค่าชดเชยตามกฎหมาย จำนวน 413,312.67 บาท 235,554 บาท และ 286,026บาท ตามลำดับ ซึ่งเท่ากับ 24 เท่า 13 เท่าและ 13 เท่าของเงินเดือนที่โจทก์แต่ละคนได้รับ โจทก์ทั้งสามอายุ 36 ปี 35 ปี และ 46 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี สุขภาพอนามัยแข็งแรง ภาวะแห่งจิตปกติ หากไม่สมัครใจลาออกจำเลยไม่มีทางบังคับข่มขู่ให้ลงนามในหนังสือลาออกได้ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีมูลเหตุที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ก่อนโจทก์ทั้งสามลาออก จำเลยประสบปัญหาวิกฤตด้านเศรษฐกิจและขาดทุนสะสมมาหลายปีติดต่อกัน จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรปรับกระบวนการทำงาน และวัฒนธรรมการทำงานเป็นเหตุให้ต้องปรับกำลังคนทั้งปริมาณและคุณภาพให้เหมาะสมเพื่อความอยู่รอดขององค์กรของจำเลยและพนักงานส่วนใหญ่ มิใช่จำเลยปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ อันเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามเมื่อโจทก์ทั้งสามสมัครใจลาออกจำเลย จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษตามฟ้องขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามเป็นลูกจ้างจำเลยเดิมจำเลยจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ 4.5 เท่าของเงินเดือนตามเอกสารหมาย จ.1 เรื่อยมาจนกระทั่งปี 2541 จำเลยออกประกาศ ที่ 41/0113 ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ตามเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ลงชื่อรับทราบประกาศดังกล่าวไว้ในเอกสารหมาย ล.5 ส่วนโจทก์ที่ 1 ให้ผู้อื่นลงชื่อรับทราบแทนตามเอกสารหมาย จ.6ต่อมาปี 2542 จำเลยออกประกาศที่ ส.บค. 1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเงินค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือนแทนตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นเอกสารเดียวกับเอกสารหมาย ล.6, ล.7 และ ล.8 โจทก์ทั้งสามได้ลงชื่อรับทราบและยินยอมปฏิบัติตามไว้ท้ายเอกสารหมาย ล.7 และ ล.6และ ล.8 ตามลำดับและโจทก์ทั้งสามได้ลงชื่อในหนังสือลาออกเอกสารท้ายคำให้การในแต่ละสำนวนแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสามลงชื่อในหนังสือลาออกจากธนาคารจำเลยด้วยความสมัครใจ มิได้ถูกจำเลยเลิกจ้าง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษและกรณีไม่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละ4.5 เท่าของเงินเดือนตามเอกสารหมาย จ.1 เรื่อยมาตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2540ถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลผูกพันจำเลยแต่ไม่ได้เกิดจากข้อเรียกร้องจำเลยออกประกาศที่ 41/0113 เอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่าจำเลยพิจารณาเห็นสมควรระงับการจ่ายเงินโบนัสแก่พนักงานประจำปี 2541 หากปีต่อ ๆ ไปจำเลยมีผลการดำเนินการดีขึ้นเป็นลำดับจะพิจารณาจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานตามความเหมาะสมในโอกาสต่อไป โจทก์ทั้งสามลงชื่อรับทราบในเอกสารหมาย ล.5และ จ.6 ซึ่งมีข้อความว่าได้รับทราบประกาศดังกล่าวโดยตลอดรวมทั้งเงื่อนไขต่าง ๆและยินดีให้ความร่วมมือปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวทุกกรณี ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามตกลงยอมรับการระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ส่วนปี 2542 เมื่อจำเลยออกประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จำเลยเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่า ของเงินเดือนแทน ตามเอกสารหมาย จ.4หรือ ล.6, ล.7, ล.8 โจทก์ทั้งสามก็ลงชื่อรับทราบและยินยอมปฏิบัติตาม ทั้งได้รับค่าครองชีพ 0.5 เท่าของเงินเดือนไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามยอมรับการระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 และรับเงินค่าครองชีพแทน จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสตามฟ้องให้โจทก์ทั้งสาม พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการแรกว่า การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสตามเอกสารหมาย จ.1 โดยออกประกาศที่ 41/0113 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2541 ตามเอกสารหมาย จ.2 ในขณะที่จำเลยมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากถูกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินเข้าแทรกแซงถือหุ้นเกินกว่าร้อยละห้าสิบนั้น ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือนสวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงาน โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลยหรือไม่ เห็นว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวเพียงแต่ยกเว้นให้จำเลยไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการในเรื่องเงินเดือน สวัสดิการและผลประโยชน์ค่าตอบแทนของพนักงานโดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และหรือเงื่อนไขในการจ้างเดิมของจำเลย อันมีผลทำให้สภาพการจ้างเดิมในเรื่องดังกล่าวยังคงใช้บังคับกันต่อไปได้เท่านั้น มิได้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จำเลยจึงสามารถดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานได้ ไม่ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.3 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการที่สองมีว่า การที่จำเลยดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสตามเอกสารหมาย จ.1 โดยออกประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 ระงับการจ่ายเงินโบนัสพนักงานประจำปี 2542ตามเอกสารหมาย จ.4 ในขณะที่จำเลยกลับมีฐานะเป็นธนาคารเอกชนเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 หรือไม่เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการจ่ายเงินโบนัสตามเอกสารหมาย จ.1 มิได้เกิดจากข้อเรียกร้องของนายจ้างหรือลูกจ้างจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518นายจ้างและลูกจ้างย่อมมีสิทธิทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงให้มีผลบังคับแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมได้เท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและเงินโบนัสเป็นเงินที่นายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่นายจ้างจะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างจึงสามารถออกประกาศตามเอกสารหมาย จ.4 เพื่อนำไปสู่ข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเกี่ยวกับการจ่ายเงินโบนัสกับโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างได้ไม่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 13 อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายมีว่าการลงชื่อในเอกสารหมาย ล.5, จ.6 และเอกสารหมาย ล.7, ล.6, ล.8 ของโจทก์ทั้งสามเป็นการยินยอมให้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ตามประกาศของจำเลยที่ 41/0113 เอกสารหมาย จ.2 และประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 เอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ เห็นว่าเอกสารหมาย ล.5 และล.6 ที่โจทก์ทั้งสามลงชื่อมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าตามลายมือชื่อข้างล่างนี้ได้รับทราบประกาศของธนาคารประกาศที่ 41/0113 เรื่อง การพิจารณาโบนัสประจำปี 2541โดยอ่านแล้วเข้าใจตลอด รวมทั้งรับทราบเงื่อนไขทุกกรณีและยินดีให้ความร่วมมือปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวทุกกรณี" และประกาศของธนาคารจำเลยที่ 41/0113เอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่าจำเลยพิจารณาเห็นสมควรระงับการจ่ายโบนัสพนักงานประจำปี 2541 ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 ตามประกาศของจำเลยที่ 41/0113 เอกสารหมาย จ.2 แล้ว และเอกสารหมาย ล.7, ล.6, ล.8 ที่โจทก์ทั้งสามลงชื่อก็คือประกาศที่ ส.บค.1.0188/2542 ของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.4ที่ให้ระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5เท่า ของเงินเดือนแทนโดยในตอนท้ายของเอกสารดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนที่โจทก์ทั้งสามลงชื่อมีข้อความว่า "รับทราบและยินยอมปฏิบัติตาม" ทั้งข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือนตามประกาศดังกล่าวไปแล้ว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ทั้งสามยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2542 แต่ให้จ่ายเป็นค่าครองชีพจำนวน 0.5 เท่าของเงินเดือน ตามประกาศของจำเลยที่ ส.บค.1.0188/2542 เอกสารหมาย จ.4 แทน จึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างและโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นลูกจ้างทำข้อตกลงเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างให้มีผลแตกต่างไปจากข้อตกลงเดิมโดยระงับการจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ซึ่งสามารถกระทำได้และขณะนั้นจำเลยยังมิได้จ่ายเงินโบนัสประจำปีดังกล่าวให้แก่พนักงาน จึงมีผลใช้บังคับไม่เป็นการย้อนหลังจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ตามฟ้องให้โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - นาง สโรชา สินคณารักษ์ กับพวก
จำเลย - ธนาคาร ยูโอบี รัตนสิน จำกัด (มหาชน
กฎหมายที่อ้าง
พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 — ม. 13, ม. 20
องค์คณะ
จรัส พวงมณี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
หัสดี ไกรทองสุก

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา