ฎีกา ปี พ.ศ. 2540 อาญา

ฎีกาที่ 2768/2540

คำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น)

การที่จำเลยกระชากลากผู้เสียหายออกมาจากบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านขอผู้เสียหายแม้จำเลยจะยืนอยู่นอกบริเวณบ้านของผู้เสียหายแต่จำเลยก็จะต้องเอื้อมมือเข้าไปภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายเพื่อจับและฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไปการเอื้อมมือเข้าไปฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไปในลักษณะนี้ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปกระทำการใดๆอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขโดยใช้กำลังประทุษร้ายเข้าองค์ประกอบแห่งความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา362และมาตรา365(1)แล้ว

คำพิพากษาย่อ (ย่อยาว)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362,364, 365, 295จำเลยให้การรับสารภาพฐานทำร้ายร่างกาย แต่ปฏิเสธฐานบุกรุกศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ลงโทษจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือนและปรับ 1,000 บาท จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 คำขออื่นให้ยกโจทก์ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 และ 365(1) ประกอบด้วยมาตรา 362การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365(1) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ปรับ 6,000 บาทจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้งภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30จำเลย ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยหรือพิจารณานอกเหนือจากคำฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในชั้นอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์ว่า การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดฐานบุกรุกนั้นเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายล่วงล้ำเข้าไปก็เป็นความผิดฐานบุกรุกแล้ว ไม่จำเป็นต้องเข้าไปทั้งตัวก็ได้กรณีของนางกินรี เกื้อมธุรส ผู้เสียหายยืนตากผ้าอยู่ริมแนวเขตบ้านการที่จำเลยใช้กำลังกายกระชากผู้เสียหายออกไปเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยต้องเข้าไปถูกตัวของผู้เสียหายในที่ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์อันถือได้ว่าเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองอันเป็นความผิดฐานบุกรุกแล้ว ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ตามที่โจทก์อุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาภาพถ่ายหมาย จ.3 ภาพที่ 2 และที่ 3 แล้ววินิจฉัยว่าผู้เสียหายยืนอยู่ใต้ชายคาบ้าน แม้จะอยู่นอกประตูเหล็กม้วนก็ถือได้ว่าอยู่ในบริเวณบ้าน เมื่อจำเลยเข้าไปกระชากตัวออกมาจึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดฐานบุกรุก ย่อมเป็นการวินิจฉัยและพิจารณาเกินคำฟ้องอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นครอบครองอยู่หรือไม่จำเป็นต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้เข้าไปหรือใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์นั้นโดยไม่มีสิทธิหรือไม่ การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบเป็นสำคัญ ภาพถ่ายหมาย จ.3 เป็นภาพถ่ายที่โจทก์นำสืบเพื่อให้ศาลเห็นว่า ขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยลากตัวไปยังบ้านของจำเลยผู้เสียหายยืนอยู่ ณ จุดใดภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย เมื่อภาพถ่ายหมาย จ.3ภาพที่ 2 และที่ 3 ปรากฎชัดแจ้งว่า ขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยกระชากและลากตัวไปผู้เสียหายยืนอยู่ในบริเวณบ้านของผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็ชอบที่จะใช้ภาพถ่ายดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานประกอบการวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดฐานบุกรุกได้เพราะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 2 หาได้วินิจฉัยหรือพิจารณานอกเหนือจากคำฟ้องอุทธรณ์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จะเป็นความผิดฐานบุกรุกบ้านหรือเคหสถานของผู้เสียหายได้นั้น จำเลยจะต้องเข้าไปในบริเวณบ้านหรือเคหสถานของผู้เสียหายทั้งตัวมิใช่เพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายจำเลยเข้าไป ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฎว่าจำเลยกระชากลากผู้เสียหายออกมาจากบริเวณที่ผู้เสียหายยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านของผู้เสียหายดังที่ปรากฎในภาพถ่ายหมาย จ.3 โดยที่จำเลยมิได้เข้าไปในบริเวณบ้านของผู้เสียหายทั้งตัวจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานบุกรุกนั้นเห็นว่า ข้อฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยกระชากลากตัวผู้เสียหายออกมาจากบริเวณบ้านของผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายยืนอยู่บริเวณใต้ชายคาบ้านของผู้เสียหายดังที่ปรากฎในภาพถ่ายหมาย จ.3 ก็เท่ากับจำเลยยอมรับว่าจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ในขณะที่ผู้เสียหายถูกจำเลยกระชากลากตัวไปอยู่ในบริเวณบ้านของผู้เสียหายตามที่ปรากฎในภาพถ่ายหมาย จ.3 ภาพที่ 3 จากจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่การที่จำเลยจะกระชากลากตัวผู้เสียหายให้ออกไปจากบริเวณบ้านของผู้เสียหายได้แม้จำเลยจะยืนอยู่นอกบริเวณบ้านของผู้เสียหายแต่จำเลยก็จะต้องเอื้อมมือเข้าไปภายในบริเวณบ้านของผู้เสียหายเพื่อจับและฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไป การเอื้อมมือเข้าไปฉุดกระชากลากตัวผู้เสียหายออกไปในลักษณะนี้ถือได้ว่าจำเลยเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุขโดยใช้กำลังประทุษร้ายเข้าองค์ประกอบแห่งความผิดฐานบุกรุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และมาตรา 365(1) แล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

คู่ความ
โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย - นางสาว จินตนา นพรัตน์
กฎหมายที่อ้าง
ประมวลกฎหมายอาญา — ม. 362, ม. 365
องค์คณะ
สุรินทร์ นาควิเชียร
ถวิล อินทรักษา
อมร วีรวงศ์

ที่มาของข้อมูล — ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศาลฎีกา
ศาลฎีกา เลขที่ 6 ถนนราชดำเนินใน แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 ✓ ตรวจสอบแล้ว

ข้อมูลเป็นคำพิพากษาย่อ (ย่อสั้น/ย่อยาว) ตามที่ศาลเผยแพร่ ไม่ใช่ข้อความคำพิพากษาฉบับเต็ม — ตรวจกับต้นฉบับจากแหล่งทางการของศาลฎีกาก่อนอ้างอิง · ระบบสืบค้นคำพิพากษาศาลฎีกา

ค้นหาฎีกาอื่นข้อกฎหมายและมาตรา